ultimateCollections

ฮู้ ฮู******

ช่วงนี้ก้อยังไม่พ้นช่วงสอบ-*-

วันนี้ไปสอบมา เพิ่งกลับถึงบ้าน อยากกริ๊ดมากตอนทำข้อสอบ T-T ทำม้ายยยยย พระเจ้า ไม่ช่วยลูกช้างเยย ฮือๆๆๆๆๆๆๆๆๆ เปิ้ลบอกว่าอย่าร้องไห้ ยังมีวิชาอื่นให้เครียดกว่าอีก ฮือๆ เปิ้ลๆเค้ามะไหวแย้ว.... ตอนนี้มีหลายสิ่งหลายอย่างที่อยากทำมาก ยกเว้นเรื่องเดียวคือการอ่านหนังสือสอบง่ะ แง้วๆ เด่ะไม่ดีๆอย่าเลียนแบบ

เปลี่ยนอารมณ์ด้วยความรวดเร็ว

มาคิดๆดู เวลาแต่งกลอนเนี่ย เราลงมั่วซั่วอยู่ปะปนในหลายๆ entry วันนี้เลยเอามาลงทั้งหมดเลยที่เคยแต่งมา เก็บไว้อ่านเล่น อิอิ พอเอาลงรวมๆแล้ว รู้สึกเราจะแต่งลงท้ายด้วย "เอย" ซะเป็นส่วนใหญ่แฮะ แหะๆ อ่านๆไปแล้วอย่าคิดไรมากมันไม่ค่อยสัมผัสหรอก ก๊ากกก...

เริ่มแรก เป็นอันที่แต่งตอนเขียนบล๊อกครั้งแรก

" ยามตะวันลาลับขอบฟากฟ้า
รัตติกาลเคลื่อนคล้อยเข้าปกคลุม
แม้ใจเจ้าจะกลัวและว้าวุ่น
แสงจันทร์กรุ่นจักส่องนำทางเจ้าเอย "

อันนี้เขียนตอนวันพ่อ

" ข้าแต่เทพไท้ทั่วทั้งถิ่นไทย
โปรดบรรดาลให้พ่อหลวงแดนสยาม
จักพลาดแผ้วผองภัยทุกโมงยาม
ฤทธิ์เกรงขามเป็นมิ่งขวัญปวงชนเอย "

ต่อด้วยกลอนในนิยายของเราเอง ที่หลายคนบอกว่าอ่านแล้วมะเข้าใจ T-T

" อันชื่อนั้นช่างสำคัญเสมอเหมือน
ภายในเดือนหนึ่งหนึ่งจักพบสอง
ยามแรกเท็จอีกยามจริงหากเมียงมอง
ยามที่ปรองเลื่อนห่างกันชั่วเจ็ดคืน
ออกเดินทางเมื่อตะวันสิ้นฟากฟ้า
ยามนภาไร้เมฆาสว่างไสว
จงใช้นามนามนั้นนำเจ้าไป
สิ่งจักใคร่จักพบใกล้ฟ้าเอย "

" หากชีวิตคนเราเป็นดั่งลม
ขอลมจงพัดนิ่งไม่สั่นไหว
หากเหนื่อยยากขอเจ้าจงปล่อยใจ
ให้คล้อยไหวดั่งเช่นสายลมเอย"

อันนี้เกิดขึ้นในช่วงสอบ แล้วเกิดความพีคเกินพิกัด

" โอ้ละหนอเจ้าข้อสอบอันแสนโฉด
ใยเจ้าโหดออกมายากเป็นหนักหนา
(แง่ง) ปัญญาข้านี้มิอาจจะนำพา
ซึ่งเอมาให้ได้สุขดั่งใจเอย "

ต่อด้วยที่แต่งให้กาตูนวายเล่มแรก ก๊ากกก

" อันการ์ตูนมีมากแนวหลากหลาย
ใยข้ากลายแปรเปลี่ยนเฉกเช่นนี้
อาจเป็นเพราะเบื่อแนวที่เคยมี
สดุดีให้แก่เจ้า การ์ตูนว...าย "

และสุดท้าย แต่งใหม่ สดๆร้อนๆให้เพื่อนๆทุกคนก๊าบบบ

" หากเพื่อนข้าเปรียบความทุกข์ดั่งความมืด
ที่คอยกลืนความสุขความสุขสันต์
ข้าคนนี้จะขอเป็นดั่งแสงจันทร์
จักตั้งมั่นแปรทุกข์ไซร้เป็นสุขเอย "

หากคุณๆลองเปรียบชีวิตของตัวเองกับอะไรสักอย่าง คุณจะเลือกเปรียบมันกับสิ่งใดกัน??

คงจะมีหลายความคิดเห็นเป็นแน่แท้ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับตัวแต่ละบุคคล สภาพแวดล้อม และ ความรู้สึกในช่วงเวลานั้นด้วย

แต่ถ้าหากให้เราเปรียบแล้ว เราคงเปรียบชีวิตว่าเป็นดั่งฟันเฟือง...

ทำไมน่ะหรอ... แน่นอนว่ามันมีที่มา...

สำหรับฟันเฟืองนั้น การหมุนเร็วเกินไป หรือหมุนช้าเกินไป คงเป็นสิ่งที่ไม่ดีแน่ แต่จังหวะปกติให้การหมุนนี่สิ ถึงจะสำคัญที่สุด

ไม่ว่าชีวิตของคนเราจะเร่งรีบซักแค่ไหน งาน ภาระ หน้าที่เมื่อมันประดังเข้ามาพร้อมๆกันนั้นก็คงจะเหมือนฟันเฟืองที่หมุนอย่างเร็ว รอคอยการชะลอและหยุดลงอยู่เพียงแค่นั้น

หากกลับกัน ชีวิตที่ปล่อยให้ผ่านไปดั่งสายลมในแต่ละวัน หาได้ทำสิ่งที่จะขับเคลื่อนฟันเฟืองเหล่านั้นให้หมุนต่อไป ชีวิตนั้นก็คงจะดูโดดเดี่ยว อ้างว้าง และฟันเฟืองก็คงจะหยุดลงอีกเช่นกัน

แล้วทำอย่างไรละ ฟันเฟืองชีวิตของเราถึงจะเป็นไปอย่างสมดุล ไม่หมุนช้าหรือเร็วจนเกินไป ฟันเฟืองที่หมุนตามจังหวะปกตินั้น เป็นแบบไหนกัน คำตอบนั้น??... หลายๆคนก็คงมีต่างกันไป

และสิ่งสำคัญอีกอย่าง ที่จะขับเคลื่อนเวลาแห่งฟันเฟือง ก็คงจะหนีไม่พ้น สิ่งขับเคลื่อนที่จะคอยเป็นน้ำหล่อเลี้ยงให้ฟันเฟืองหมุนไปโดยไม่ติดขัด แล้วสิ่งนี้ละ!! คุณคิดว่ามันเป็นอะไรกันแน่??

แต่งแต้มสีสันแห่งฟันเฟือง?? ฟันเฟืองที่เปรียบเหมือนชีวิตของเรา สีสันแบบไหนกัน ที่เราอยากจะให้มันเป็นไป อันนี้ก็สุดแล้วแต่คุณๆอีกเช่นกัน

ส่วนสุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุดของบทความนี้ เราคงไม่อาจกล่าวได้ว่า ฟันเฟืองนั้นมีเพียงอันเดียว หากเป็นเช่นนั้นจริงฟันเฟืองนั้นจักหมุนเคลื่อนได้อย่างไร คงไม่แคล้วต้องหยุดนิ่ง แล้วเฝ้ารอเหล่าฟันเฟืองอื่นมาเป็นแรงผลักดันให้เคลื่อนไปพร้อมๆกันอย่างแน่นอน....

Full**Blossom

หายไปน๊านนาน เพราะรายงานที่ถูกสั่งแบบสายฟ้าแลบน่ะแหละ เฮ้อ!! อยากให้เวลาแห่งรายงานจบซะที แต่ถ้ามันจบไปละก็ คงจะหมายถึงการสอบที่ตามมา แล้วก็การลาจากสินะ....

งืมๆๆ แบบว่าจะจบแล้ว แต่ไม่อยากจบเลย จะมีใครเป็นแบบเราบ้าง - -" อารมณ์คงประมาณอาลัยอาวรณ์ละม้าง เพราะการไปเรียน เจอเพื่อนพ้อง ได้สนุกสนานด้วยกัน มันกำลังจะผ่านพ้นไป ตอนจบม.6ก็ทีนึงแล้ว แต่ช่วงนั้นยังมีปัจฉิมฯให้เริ่มทำใจ แล้วเพื่อนส่วนใหญ่ก็เรียนต่อมหาลัยฯ เดียวกันอีกต่างหาก ทำให้การจบป.ตรีนี้ มันรู้สึกเหมือนอะไรกำลังจะขาดหายไปเลยจริงๆนะ T-T แล้วชีวิตข้างหน้า หนทางแห่งการทำงานจะเป็นเช่นไรหนอ??

ครั้งหน้าจะได้อัพเมื่อไหร่น้า... ไม่รู้เหมือนกัน แต่เอาเป็นว่า "ไว้เจอกันนะ"... ลงรูปให้ดูเล่นๆ ถ่ายจากที่ไหนน้า รถติดดีจริงๆ

Life......ชีวิต............

ท่วงทำนองที่หนึ่ง

.... ปริ้นนนน แปร้น...
เสียงแตรดังมาจากรถบนท้องถนนที่แน่นขนัด ท่ามกลางการจราจรที่แสนจะน่าอึดอัด ณ ใจกลางเมืองกรุงเทพฯ ในเช้าวันใหม่ของวันจันทร์ วันแรกจากสุดสัปดาห์ที่หยุดพักผ่อน

"เฮ้อ น่าเบื่อจริงแฮะ ติดอยู่ได้ทุกวัน" เสียงบ่นงึมงำมาจากชายคนหนึ่งในชุดทำงานออฟฟิตที่กำลังหงุดหงิดจากการจราจรที่แสนจะติดขัดนี้ จนกระทั่ง...

.....I don't want a runaway, baby. You're the one I need tonight, No Promisses ........ เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น ชายคนดังกล่าวจึงหยิบสมอล ทอกล์ ขึ้นใส่และกดรับสาย

กีรติ: "สวัสดีครับ ผมกีรติพูดครับ"
???: "ฮาโหลๆๆ เออ ไอ้ติหรอ กว่าจะโทรฯหาแกติด เล่นเอาเหนื่อยเลย"
เสียงตามสายตอบกลับมา
กีรติ: "เฮ้ย นาย.. ราเชนท์ ไอ้เชนหรอ หวัดดี เป็นไงบ้าง ไม่ได้คุยกับนายตั้งนาน"
ราเชนท์: "อืม ก็เรื่อยๆอ่ะ ว่าแต่ทำไมโทรหาแกไม่ค่อยติดเลย"
กีรติ: "อ๋อ โทษทีว่ะ ช่วงนี้งานเยอะมากเลย นี่ก็กำลังจะรีบไปประชุมบริษัท รถยังติด ไปไม่ถึงไหนเลย"
ราเชนท์: "เหอๆ แกอย่าบ้างานให้มากนักสิว่ะ จะรีบเก็บเงินแต่งเมียเรอะ"
กีรติ: "ไอ้บ้า เค้าเรียกคนขยันโว้ย ว่าแต่ แกโทรฯมามี'ไรเหรอ?"
ราเชนท์: "เออ ก็มีสิว่ะ เฮ้ยๆๆ แต่บอกก่อน งานนี้แกต้องไปนะเว้ย"
กีรติ: "งานอะไรล่ะ ไม่รู้จะว่างไปมั้ยนะ"
ราเชนท์: "กำ ไม่ได้ๆ งานนี้แกต้องไปดิ๊ งานเลี้ยงรุ่นวันเสาร์อ่ะ นานทีปีหนจะได้เจอเพื่อนเก่านะเว้ย"
กีรติ: "วันเสาร์นี้เหรอ แปปนะ...."

........แกร่กๆ พรึ่บ....... กีรติหยิบสมุดตารางเวลาขึ้นดูและก็พบว่า...

กีรติ: "เฮ้ย ไม่ได้ว่ะ วันเสาร์มีนัดสัมมนาของบริษัท ขาดไม่ได้เลยอ่ะ"
ราเชนท์: "แต่งานเลี้ยงรุ่นเริ่มตอนเย็นนะเว้ย แกน่าจะมาทันเหอะ"
กีรติ: "...ไม่รู้เหมือนกันแฮะ เห็นบอสบอกว่าอาจต้องไปเลี้ยงลูกค้ากันต่อว่ะ"
ราเชนท์: "อืม..... ข้ารู้ละ เดี๋ยวข้าโทรฯไปบอกไอ้เหน่ง ประธานรุ่นดีกว่า ว่าเอาวันศุกร์แทน มันยังไม่ได้บอกใครหรอก ข้าเพิ่งวางสายมันก่อนหน้าที่จะโทรฯหาแกตะกี้เอง"
กีรติ: "เฮ้ยยย เดี๋ยวก่อน วันศุกร์ก็ไม่ได้ คืนนั้นข้าต้องอยู่เคลียร์งานที่บริษัท มันเป็นสิ้นเดือนพอดีด้วย"
ราเชนท์: "เหอๆ งั้นก็โอเค ถ้าแกเปลี่ยนใจยังไงก็โทรฯมาละกัน ไปก่อนละ บายๆ"
กีรติ: "เออ โทษทีนะ แล้วก็ขอบใจว่ะ บายเพื่อน"

..........ปิ๊ป............................

หลังจากวางสายของ เชน ไปแล้ว กีรติก็มานั่งคิดว่า เค้าไม่ได้เจอเพื่อนคนนี้มานานแค่ไหนแล้วน้า ตั้งแต่เรียนจบ... ตั้งแต่เริ่มทำงาน.... หรือตั้งแต่ได้เลื่อนตำแหน่งจนต้องมีงานให้รับผิดชอบมากขึ้น....ทั้งๆที่เชนเป็นเพื่อนที่เค้าเคยสนิทมาก สมัยเรียนเจอกันทุกวัน เรียกได้ว่าไปไหนก็ต้องมีมันอยู่ด้วยตลอด คิดๆไปแล้ว กีรติก็ได้แต่เสียดายที่ตลอด2ปีมานี้ ไม่ค่อยได้ติดต่อมันเลย เพราะชีวิตของกีรติเต็มไปด้วยเรื่องงาน งาน แล้วก็งาน จนไม่มีเวลาให้คิดถึงเรื่องอื่น... แล้วยังเรื่องครอบครัวอีก ที่เค้าไม่ได้เจอพ่อแม่มานานกว่าเดือนแล้ว ทั้งๆที่ แต่ก่อน วันอาทิตย์ที่เป็นวันพักผ่อน กีรติจะต้องไปพบหน้าพวกท่านให้หายคิดถึงบ้าง เมื่อคิดมาถึงตรงนี้แล้ว การตัดสินใจครั้งสำคัญของเค้าก็เกิดขึ้น...

มาถึงตอนนี้ คุณคิดว่ากีรติที่หาคำตอบของตัวเองอยู่นั้น จะทำอย่างไรต่อไป... เชิญพิสูจน์ได้ใน
ชีวิต...ฟันเฟือง...เวลา(3) ในตอน...The Wheel เร็วๆนี้

Thank for "No Promisses" from Shayne Ward

ท่วงทำนองที่สอง

ก๊อกๆๆ เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น ทำลายความเงียบของเช้าที่สดใส แต่ตอนนี้เช้าขนาดไหนนั้น เจ้าตัวที่ยังคงนอนอุตุอยู่บนเตียงก็ไม่อาจจะรู้ได้...

"เชน ตื่นรึยัง ลูก นี่มันเที่ยงแล้วนะ"

อ้าว.... ปรากฏว่า ไม่ใช่เช้าจริงๆด้วย แต่เป็นเวลาที่พระอาทิตย์ส่องถึงกลางหัวซะแล้ว

"งืมมมม... กำลังจะตื่นแล้วคร้าบบบบ แม่"
"รีบๆลงมากินข้าวนะ แม่จะออกไปข้างนอกล่ะ"
"คร้าบบบบบ....Zzzzz"

2ชั่วโมงผ่านไป...

คนนอนขี้เซายังคงนอนอยู่ในท่าเดิม จนเมื่อเสียงอีกเสียงที่คุ้นเคยดังขึ้น...

"ครืดๆ จ้อกๆ"
เพียงแค่นั้น ชายในผ้าห่มจึงเริ่มขยับตัวและพูดว่า "หิวจังเลยแฮะ" ก่อนที่จะลุกขึ้นจากเตียงและ
เดินโซเซเข้าห้องน้ำไป

ผ่านไปอีกครึ่งชั่วโมง ชายคนเดิมที่ท่าทางต่างจากเดิมเพราะตื่นเต็มตาแล้วก็เดินออกมาจากห้องน้ำและเดินลงบันไดไปทางโต๊ะอาหารที่อยู่ชั้นล่างของบ้าน เมื่อมองไปบนโต๊ะก็พบข้าวผัดน่าทานจากหนึ่งถูกครอบไว้ด้วยพลาสติกที่ใส่แรปอาหาร เขาจึงหยิบข้าวจานนั้นไปอุ่นในไมโครเวฟ...

ผ่านไป2นาที ติ๊ง!! เร็วกว่าบะหมี่สำเร็จรูปซะอีก ข้าวก็ถูกอุ่นร้อนพร้อมทาน ชายคนเดิมจึงหยิบไปนั่งทานหน้าโต๊ะกินข้าว เปิดทีวีทันดูรายการตลก ยามบ่าย แต่ยังไม่ทันจะได้ฮากับมุขตลกในทีวีก็มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นขัดจังหวะซะก่อน หลังจากรับสาย เค้าจึงได้รู้ว่า มันนัดเที่ยวกันอีกแล้ว คืนนี้ และเค้าก็ตอบตกลงไปอย่างปกติ โดยไม่ได้คิดอะไรมากให้เสียเวลา ว่าแล้วก็นั่งกินข้าวต่อ และก็อีกครั้งที่เค้าถูกรบกวนด้วยโทรศัพท์อีกสายหนึ่ง...

"ฮาโหลครับ คุณพ่อ"
"ราเชนท์ ลูก อยู่บ้านรึเปล่า?"
"อยู่ครับ มีอะไรรึเปล่าครับ?"
"พอดีพ่อลืมเอกสารที่จะใช้ประชุมเย็นนี้ไว้ที่บ้าน เดี๋ยวพ่อจะให้นายวิทย์ไปเอา ลูกช่วยหยิบไว้ให้
หน่อยละกันนะ อยู่บนตู้เอกสารสีน้ำเงินนะ"
"อ๋อ เดี๋ยวผมเอาไปให้ที่บริษัทก็ได้ครับ"
"งั้นตกลงอย่างนั้นละกัน มาก่อน5โมงละ"
"ครับ คุณพ่อ ครับๆ สวัสดีครับ"

หลังจากวางสายคุณพ่อ เชนก็หันไปมองนาฬิกาที่บอกเวลาบ่าย3โมง ขับรถไปถึงบริษัทคงราวๆ40นาที งั้นเดี๋ยวอีกสักพักค่อยออกละกัน เขาคิดในใจก่อนจะนั่งดูทีวีต่อ

ผ่านไปสักพัก เชนก็พร้อมไปส่งเอกสารให้กับพ่อ ด้วยชุดที่บ่งบอกว่าพร้อมจะไปเที่ยวคืนนี้ต่อเลย

16:40 น. เชนขับรถนอกสุดหรูมาจอดถึงที่จอดรถบริษัท ที่พ่อของเค้าเป็นเจ้าของอยู่ ถึงตัวเค้า
จะเป็นลูกคนเดียวของบ้าน แต่ก็แทบจะไม่ได้มาที่บริษัทนี้เลย ทั้งๆที่แม่ของเชนก็บอกอยู่ทุกวันว่าเรียนจบมหาลัยมาตั้งนานแล้ว น่าจะมาช่วยงานที่บ้านได้แล้ว แต่เชนก็ยังไม่สนใจ ขอใช้ชัวิตในช่วงนี้เที่ยวให้คุ้มสุดๆไปก่อนดีกว่า ประกอบกับ พ่อของเชนไม่ได้เคี่ยวเข็ญอะไรมากนัก ค่อนข้างจะปล่อยให้เป็นตามใจลูก เชนจึงไม่รู้สึกผิดอะไร จนกระทั่ง เชนเดินเข้ามาถึงตัวบริษัทและเจอกับคนคนหนึ่งเข้า คนที่เค้าไม่อยากเจอที่สุด ถ้าถามว่าทำไมน่ะเหรอ เดี๋ยวคุณๆก็จะได้รู้แล้วละ...

"สวัสดีครับ ลุงโชติ"
"อ้าว สวัสดี ราเชนท์ แปลกจังนะที่เห็นเธอมาที่บริษัทเนี้ย"
"ผมเอาเอกสารมาให้คุณพ่อครับ"
"อ๋อ เหรอ ลุงนึกว่าพ่อเธอจะให้งานที่ดีกว่านี้ซะอีก นี่มันยังไงกันนะ"
"เอ่อ งานอะไรเหรอครับ ผมงง"
"อ้าว ก็พ่อเธอ ให้เธอเข้ามาทำงานส่งเอกสารไม่ใช่เหรอ ก็เห็นเธอบอกอยู่หนิ"
"เปล่า ไม่ใช่ครับ ไม่ใช่งานส่งของอย่างที่ลุงเข้าใจหรอกครับ คุณพ่อวานผมเอามาให้เพราะท่าน
ลืมเอกสารไว้ที่บ้านเท่านั้นเอง ผมยังไม่ได้เข้าทำงานครับ"
"อืมมมม เป็นอย่างนั้นหรอกเหรอ งั้นก็แล้วไป ลุงงานยุ่ง ไว้เจอกันนะ"
"ครับ สวัสดีครับ"

ถ้าถามว่ามันเป็นเรื่องเลวร้ายมั้ย กับคำพูดและสายตาที่ถูกส่งมาอย่างดูถูก ดูแคลน ที่เชนได้รับนั้น
ก็คงต้องแล้วแต่มุมมองของแต่ละคน คงไม่มีใครที่ผิดไปซะหมด และถูกไปซะหมด อย่างแน่นอน..

หลังจากเชนนำเอกสารไปให้ที่ห้องผู้บริหารเสร็จ เค้าก็ขอตัวลาคุณพ่อ และเดินเล่นอยู่ภายในบริษัท จากตอนแรกที่เค้าแพลนไว้ว่าจะรีบไปยังที่ที่เพื่อนโทรมานัดตั้งแต่ตอนนั้นเลย แต่พอถึงตอนนี้ ตัวเค้าเหมือนต้องการเวลาเพื่อหยุดคิดอะไรสักนิด จึงเดินเรื่อยเปื่อยไปตามทางเบื้องหน้า เมื่อเชนเดินไปเรื่อยๆเค้าก็ยิ่งเห็นชีวิตการทำงานของผู้คนมากมาย เนื่องจากบริษัทค่อนข้างใหญ่ จึงมีแผนกต่างๆมากมาย เชนคิดไปคิดมาว่า ถ้าเค้าเริ่มทำงาน ก็คงจะเป็นแบบนี้เหมือนกันสินะ ความรู้สึกที่ตัวเองไม่เคยเข้าใจ การทำงานที่คงมีทั้งเฮฮากับเพื่อนร่วมงาน และปวดหัวกับงานที่ได้รับ มันจะเป็นยังไงกันแน่นะ แล้วชีวิตที่ผ่านมา ที่เคยตั้งหน้าตั้งตาเรียนเพราะคำสั่งพ่อแม่ มาถึงตอนนี้มันจะมีประโยชน์อะไรกับตัวเองบ้าง แล้วช่วงที่ไปเที่ยวดึกดื่นทุกคืนนั้น มันส่งผลอะไรกลับมาบ้าง

การตัดสินใจนั้น... อะไรจะเกิดขึ้นกัน...
เดินไปข้างหน้า... หรือหยุดอยู่กับที่...
คนที่จะตัดสินใจนั้น... ก็คงมีแต่....

**หมายเหตุ!! บทความข้างต้นไม่ได้กล่าวพาดพิงถึงผู้ใด เป็นเพียงนามสมมุติ กับเรื่องที่แต่งขึ้นล้วนๆ

เอาละ จบเรื่องมีสาระกันแล้ว มาต่อด้วยเรื่องไม่มีสาระบ้างดีกว่า อิอิ มีรูปมาฝากกันนั่นเอง เป็นรูปที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องข้างบนสักนิด - -*

รูปกระโดดฮาๆ ของพี่น้องทั้ง3 ถ้าถามว่ากระโดดทำไม คงตอบได้ว่า มันเหนื่อยดี!!!

โอ้ยโดดไม่ขึ้น***

***โดดขึ้นแล้ว!!!

ชอบภาพนี้มาก แมคใส่ชุดหล่อ เพราะจะมาถ่ายรูปเรียนจบ^^



Moonlight*Noon
View full profile