เรื่อง by Moonlight~เห็ดน้อย
ชื่อเรื่อง: Moonlight's Miracle ตอนปลาย
แนว: Smooth Piece
แต่ง: ฉลองวันคริสต์มาส + อากาศเป็นจายมั่กๆ

" โอย หนาวจังแฮะ แถมมือก็เริ่มแข็งแล้วอีกต่างหาก จะไปต่อได้มั้ยเนี่ย... "
" หรือว่าเราควรจะหยุดพักก่อน ไม่ได้สิ เวลาไม่มีแล้ว ต้องรีบไปต่อก่อนพระอาทิตย์จะขึ้น... "
เสียงบ่นพำพึมดังมาจากปากของชายผู้มีนัยน์ตาสีแดง และเรือนผมสีเงินนามลอเรนซ์ เลอเบลล์ผู้ที่ตอนนี้กำลังพยายามฝ่าลมหนาวอยู่บนหุบเขาที่สูงที่สุดของหมู่บ้านแห่งหิมะ ขณะนี้ลมหนาวและหิมะกำลังพัดถาโถมให้ความเย็นนั้นกัดกินเข้าไปจนถึงขั้วหัวใจ เรือนผมสีเงินของชายหนุ่มสะท้อนต้องแสงจันทร์สีเงินวิบวับ ราวกับกำลังจะท้าทายเขา ผู้ซึ่งพยายามจะเข้าใกล้มัน...
นั่นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในหนึ่งสัปดาห์หลังจากคืนนั้น คืนที่ลอเรนซ์ได้รับกลอนปริศนาจากทานาส
ชายปริศนา ที่เป็นแขกคนแรกของครอบครัวเลอเบลล์...

ย้อนกลับไปหนึ่งสัปดาห์ที่แล้ว...
" ลูเซีย วันนี้เราไปเล่นปั้นตุ๊กตาหิมะกันนะ แม่บอกว่าพ่อไม่ว่างสอนหนังสือให้พวกเราละ "
เสียงสดใสจากผู้เป็นพี่ชายเอ่ยขึ้นกับน้องสาว
" เย้ ปั้นหิมะ ลูเซียอยากปั้นสโนว์แมนจัง ว่าแต่คุณพ่องานยุ่งหรอค่ะพี่ " เสียงใสดังก้องกังวาล
ตอบกลับมาจากน้องสาวฝาแฝด
" คงอย่างงั้นแหละ ท่าทางพ่อจะได้เงื่อนงำเกี่ยวกับเจ้าสมุนไพรงี่เง่านั่นแล้วละ "
" พี่ พูดอย่างนั้นเดี๋ยวก็โดนคุณพ่อดุหรอก "
" ก็ถ้าเจ้าสมุนไพรบ้านั่นหาได้ง่ายๆ พ่อก็คงไม่ต้องเหนื่อยนะสิ ลูเซีย "
" เรื่องนั้นมันก็จริง แต่คุณพ่อบอกว่ามันเป็นยาวิเศษนะ ยังไงก็อย่าเรียกมันอย่างนั้นเลย "
เสียงขู่ฟ่อจากน้องสาวผู้ดื้อรั้นตอบกลับ
" โอเคๆ ต่อไปนี้พี่จะไม่เรียกมันอย่างนั้นละ ไว้คิดชื่ออื่นออกก่อนละกัน " ถ้อยคำในประโยคสุดท้าย ลูคัสกล่าวเหมือนเสียงกระซิบ แต่เจ้าน้องสาวผู้ดื้อรั้นแล้วแถมยังหูไวด้วยก็ทำท่าจะพูดอะไรขึ้นมาอีกทันที เพียงแต่ถูกขัดด้วยเสียงเห่าของเจ้าพิกซี่ เหมือนกำลังจะบอกว่าอยากออกไปเล่นหิมะนอกบ้านแล้ว ดังนั้นสองพี่น้องจึงหยุดโต้เถียงกันและออกไปปั้นสโนว์แมนเล่นใกล้ๆเรือนกระจกข้างๆตัวบ้าน โดยมีเจ้าหมาหนุ่มขนสีขาวคอยดูแลอยู่ใกล้ๆ
ตะวันกำลังเคลื่อนคล้อยต่ำ แสงจันทร์ใกล้จะย่ำกรายมาแทนที่ ยามเย็นที่ใกล้จะผ่านพ้นไปดั่งเช่นทุกวัน เพียงแต่เสียงดังโวกเวกที่ไม่เหมือนปกติเฉกเช่นทุกวันกำลังดังขึ้นเข้ามาใกล้บ้านที่มีเรือนกระจกสีขาวที่ตั้งห่างไกลออกไปจากบ้านอื่นในหมู่บ้าน...
ปึงๆๆๆๆ เสียงเคาะประตูถี่รัวดังมาจากประตูบ้านของครอบครัวเลอเบลล์ ในขณะที่ทุกคนในครอบครัวรวมถึงแขกต่างแดน ทานาส ลาคัสกำลังทานน้ำชาหลังอาหารมื้อเย็นกันอยู่
" เดี๋ยวพ่อไปดูเอง " นายลอเรนซ์พูดขึ้น
หลังจากนั้นเวลาก็ผ่านไปชั่วอึดใจ เสียงของนายลอเรนซ์ตะโกนก็ดังขึ้นเป็นครั้งแรก
" ลิลลี่ เอาน้ำอุ่นกับผ้าขนหนูมาให้หน่อย "
เมื่อลิลลี่ผู้เป็นภรรยาได้ยินดังนั้น จึงรีบออกจากห้องนั่งเล่นไปหาของที่สามีตนต้องการ ส่วนเด็กฝาแฝดทั้งสองกำลังถูกทานาสพาขึ้นไปบนห้องนอน หลังจากลอเรนซ์สั่งให้ทั้งสองเข้านอนได้แล้ว
" ลุงทานาสค่ะ หนูยังไม่อยากนอนเลย ทำไมคุณพ่อถึงทำอย่างนี้ละค่ะ หนูยังไม่ได้ฟังเรื่องเล่าจากลุงทานาสเลย " เสียงใสปนผิดหวังดังจากเด็กหญิง
" พ่อเค้าก็มีเหตุผลของเค้า สิ่งที่ดีที่สุดเขาต้องมอบให้ลูเซียกับลูคัสแน่นอนอยู่แล้ว ส่วนเรื่องเล่าพรุ่งนี้ลุงจะเล่าให้ฟังนะ เพราะฉะนั้นตอนนี้นอนได้แล้วล่ะ เชื่อฟังคุณพ่อ เป็นเด็กดี จะได้ของขวัญจากลุงซานต้าไง "
หลังจากการพูดเกลี้ยกล่อมเด็กหญิงอยู่นาน เด็กหญิงที่มีเรือนผมยาวสีเงินถึงกลางหลังก็กระโดดขึ้นเตียงเตรียมตัวจะนอน ในขณะที่ลูคัสก็เข้าใจและกระโดดขึ้นเตียงของตนบ้างเช่นกัน
" นั่นละ ดีมากทั้งสองคน เป็นเด็กดีนอนไปนะ ลุงจะลงไปช่วยพ่อของพวกหนูก่อน " นัยน์ตาสีฟ้าใสของผู้พูดเป็นประกายบ่งถึงถึงความใจดีจากผู้เป็นเจ้าของ
หลังจากทานาสออกไปจากห้องแล้ว ลูคัสและลูเซียก็พยายามคาดเดาว่าพวกผู้ใหญ่กำลังทำอะไรกันอยู่ข้างล่างบ้านกันแน่ คิดยังไงก็คิดไม่ออกจนกระทั่งทั้งสองผล็อยหลับไปในที่สุด...

" นี่มัน...ไม่น่าเป็นไปได้ " เสียงทุ้มลึกที่ตอนนี้ปนด้วยความตกใจอย่างเห็นได้ชัด ดังมาจากบุรุษที่เพิ่งลงมาจากห้องนอนของเด็กๆทั้งสอง
" ใช่ ไม่น่าเป็นไปได้ ทานาส แต่มันกำลังเริ่มอีกแล้ว ชั้นกลัวเวลานี้จะมาถึงจริงๆ " เสียงตอบกลับจากชายนัยน์ตาสีแดง ที่ตอนนี้ดูจะเศร้ามากเมื่อได้เห็นสิ่งที่เค้าไม่ต้องการเห็นในช่วงเวลานี้
" พวกนายพูดอะไรกันนะ ตกลงเรนเซ่เป็นอะไรกันแน่ บอกมานะ " เสียงชายหนุ่มดังขึ้น
" ใจเย็นๆก่อนนะเวนซ์ แล้วก็รักษาท่าทีด้วย เอาละ ลอเรนซ์ช่วยบอกพวกเราทีว่าหนูเรนเซ่เป็นอะไรกันแน่ " หัวหน้าหมู่บ้านกล่าวขึ้นด้วยท่าทีที่พยายามทำให้สถานการณ์ตอนนี้สงบที่สุด
ลอเรนซ์เงียบไปอึดใจ ก่อนจะตัดสินใจพูดขึ้นอีกครั้ง
" หนูเรนเซ่เป็นน้องสาวของเจ้าใช่มั้ย เวนซ์ "
" ใช่แล้ว พ่อกับแม่ข้าออกไปหาท่านหมอต่างเมืองตั้งแต่ปลายเดือนที่แล้วแล้ว "
" แล้วก่อนหน้านี้เรนเซ่มีอาการไม่หนักใช่มั้ย เป็นบ้างหายบ้างใช่รึเปล่า คงเป็นมาร่วม2-3เดือนแล้วสินะ "
" ...เจ้า รู้ได้ยังไงว่าเรนเซ่เป็นมาตั้งนานแล้ว ครอบครัวเราไม่เคยบอกใคร " เสียงบ่งบอกถึงความตกใจดังขึ้นจากชายหนุ่มที่มีนัยน์ตาและเรือนผมสีทองแดงเหมือนดั่งชาวบ้านคนอื่น
" ก็เพราะว่านี่ไม่ใช่อาการที่ข้าเห็นเป็นครั้งแรกน่ะสิ ข้าถึงได้รู้ " ขณะที่นัยน์ตาสีเงินของผู้ตอบดูหมองลงอย่างเห็นได้ชัด
" เรนเซ่ เพิ่งจะมีอาการแบบนี้เป็นวันแรกใช่มั้ย " คราวนี้เป็นเสียงจากทานาสที่ดังขึ้นบ้าง
" เจ้าคนต่างถิ่น อย่ามาแตะน้องสาวข้านะ " เสียงคำรามจากเวนซ์ดังขึ้นอีกครั้ง
" ไม่เอาน่า เวนซ์ ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคืออะไร เจ้าก็รู้ดีไม่ใช่หรอ ขนาดพ่อแม่เจ้าที่เป็นหมอประจำหมู่บ้านยังไม่รู้เลยว่าลูกสาวตัวเองเป็นโรคอะไร จนต้องไปหาสาเหตุจากหมอของหมู่บ้านอื่นเลยนะ" หัวหน้าหมู่บ้านพยายามพูดไม่ให้เกิดอีกศึกท่ามกลางสถานการณ์อันตึงเครียดนี้ และดูเหมือนเวนซ์จะใจเย็นลงบ้าง หลังจากเด็กหญิงเรนเซ่ตัวน้อยที่ดูจะอายุน้อยกว่าลูคัสและลูเซียหลายปีทีเดียว กำลังเพ้อถึงพ่อแม่ขณะที่ไม่ได้สติดีอยู่นั้น
" ข้าคงต้องบอกเรื่องที่น่ากับตกใจกับพวกท่านว่า หนูเรนเซ่คงจะอยู่ได้อีก10กว่าวัน หากว่าเราหายามารักษาไม่ได้ "
เพียงแค่คำพูดประโยคนี้ประโยคเดียวของลอเรนซ์กลับทำให้เวนซ์ที่รอฟังอยู่นั้น แทบจะทนฟังไม่ได้ทีเดียว
" เจ้า..เจ้าเอาอะไรมาพูด น้องข้าไม่ได้อาการหนักขนาดนั้น เดี๋ยวเธอก็หายแล้ว ใช่มั้ย ท่านหัวหน้าหมู่บ้าน " น้ำเสียงของเวนซ์ตอนนี้สั่นเครืออย่างเห็นได้ชัด
" ข้าคงต้องขอพูดตรงๆว่า นี่เป็นอาการเดียวกับพ่อตาข้า ชาลี สเตสันที่เสียชีวิตไปเมื่อ 6 ปีที่แล้ว"
ลอเรนซ์กล่าวขึ้นขณะมองหน้าลิลลี่ผู้เป็นภรรยา ความเศร้าโศกที่พวกเค้าไม่เคยลืมเลือนไปจากใจเมื่อ6ปีที่แล้ว กำลังแพร่ซ่านไปทั่วทั้งห้อง ท่ามกลางเสียงดังจากไฟในเตาผิงที่ปะทุอยู่เป็นเนืองๆ" จริงๆหรอเนี่ย โธ่ ไม่น่าเลย " หัวหน้าหมู่บ้านอุทานออกมา ในขณะที่พี่ชายของเด็กหญิงผู้ซึ่งขณะนี้ดูเหมือนจะไม่สามารถรับฟังอะไรได้อีกแล้ว สติที่เหมือนเชือกฟางเส้นสุดท้ายของเค้าได้เลื่อนหลุดไปพร้อมกับลมหนาวที่พัดวูบผ่านมากลางใจและผ่านเลยไป...

หลังจากที่ลอเรนซ์และทานาสพาเวนซ์และเรนเซ่กลับไปพักผ่อนที่บ้าน โดยมีเจ้าพิกซี่คอยตามอยู่ไม่ห่าง บุรุษผู้มีนัยน์ตาสีแดงก็ได้บอกกับหัวหน้าหมู่บ้านว่าถ้าเวนซ์ตื่นขึ้นมาแล้ว ให้ช่วยบอกเค้าด้วยว่าเรนเซ่จะไม่เป็นอะไรหากตัวเขาหาสมุนไพรที่จะใช้รักษาเจอซึ่งตอนนี้เขาก็ได้เงื่อนงำและสามารถไขปริศนาออกเพียงบางส่วนแล้ว...
หลังจากนั้นลอเรนซ์ ทานาสและเจ้าพิกซี่ก็เดินทางกลับบ้าน ขณะนั้นเองทานาสก็ชวนลอเรนซ์คุยขึ้น หลังจากที่รู้ได้ว่าเพื่อนผู้อายุน้อยกว่าของเขากำลังรู้สึกลำบากใจอย่างเห็นได้ชัด
" พระจันทร์คืนนี้ช่างสวยจริงๆ ว่ามั้ยลอเรนซ์ หิมะก็หยุดตกแล้ว ท้องฟ้าก็โปร่งเสียขนาดนี้ "
" ...... "
" แม้จะมีเพียงครึ่งเสี้ยว แต่พระจันทร์ก็ยังคงให้แสงสว่างกับมนุษย์ทุกคนยามค่ำคืนได้ ช่างวิเศษจริงๆ ที่ไม่ต้องเดินกลับบ้านด้วยความมืดสนิท ท่านว่างั้นมั้ยลอเรนซ์ "
" ...... " ความเงียบยังคงเป็นคำตอบเดียวที่ลอเรนซ์เลือกที่จะตอบ
เมื่อเห็นดังนั้น ทานาสจึงกล่าวขึ้นด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความหวังว่า
" หากชีวิตคนเราเป็นดั่งลม
ขอลมจงพัดนิ่งไม่สั่นไหว
หากเหนื่อยยากขอเจ้าจงปล่อยใจ
ให้คล้อยไหวดั่งเช่นสายลมเอย "
หลังจากที่ลอเรนซ์ได้ฟังชายผู้สูงวัยกว่าพูด เขาจึงฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า ไม่ควรปล่อยให้ตัวเองเครียดขนาดนี้ ขอเป็นดั่งลมที่จะพัดพาความเศร้าสร้อยนี้ไปดีกว่า คิดขึ้นมาได้ ลอเรนซ์จึงกล่าวขอบคุณบุรุษผู้มีนัยน์ตาสีฟ้าวาวแลดูอบอุ่นผู้นี้

เช้าวันต่อมา วันที่18 ธันวาคม อากาศรอบหมู่บ้านยังคงหนาวเหน็บแม้ว่าหิมะจะไม่ร่วงหล่นลงมา ลอเรนซ์ไปเยี่ยมดูอาการของเรนเซ่ตัวน้อยแต่เช้าพร้อมกับยาสมุนไพรที่เขาสกัดขึ้นเพียงเพื่อชะลอโรคร้ายที่คุกคามเด็กหญิงอยู่ให้ช้าลง หลังจากนั้นเขาก็กลับไปนั่งคลุกตัวอยู่ในห้องทำงาน จะออกจากห้องมาเพียงเวลาทานอาหารเท่านั้นและเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยจนเวลาล่วงเลยไปอีก5วัน
เช้าวันที่ 23 ธันวาคม หิมะเริ่มตกโปรยปรายอีกครั้ง ภายในเรือนกระจกสีขาวของบ้านครอบครัวเลอเบลล์ขณะนี้เป็นที่ให้เด็กฝาแฝดชายหญิงเข้ามานั่งเล่นและดูแลสมุนไพรแทนพ่อของทั้งสอง
" เจ้าต้นนั้นต้องรดน้ำมากหน่อยนะลูเซีย " เสียงจากผู้เป็นพี่ชายดังขึ้นขณะเห็นน้องสาวกำลังรดน้ำให้เจ้าสมุนไพรขี้หิวน้ำต้นหนึ่ง
" แหม หนูรู้อยู่แล้วน่า พี่ชายละก็ " น้องสาวตอบกลับด้วยท่าทีฟืดฟาด แต่นั่นกลับไม่ได้ทำให้เด็กฝาแฝดผู้พี่เอ็นดูน้องสาวจอมยุ่งของเขาน้อยลงเลย
" พี่จ๋า อีกสองวันก็วันคริสต์มาสแล้ว แต่ถ้าเด็กคนนั้นยังไม่หายดี บ้านเราคงไม่ได้จัดงานใช่มั้ย "
" งานน่ะ จัดช้าไปหน่อยก็ได้แหละนะ ให้พ่อรักษาเด็กคนนั้นให้หายก่อนดีกว่า ยังไงคริสต์มาสก็มีทุกปีหนิจริงมั้ย "
" แต่.... "
" พ่อของพวกเราเก่งอยู่แล้วใช่มั้ยละ ลูเซียก็รู้หนิ " เสียงพูดจากผู้เป็นพี่พูดขึ้นขณะพรวนดินให้เจ้าดอกไม้สีสดต้นหนึ่ง
"นั่นสิ พ่อต้องรักษาเด็กคนนั้นหายทันก่อนคริสต์มาสแน่ เพราะพี่ชายขอให้พ่อหาสมุนไพรวิเศษนั่นได้ จากลุงซานต้านิน่า " เด็กหญิงตัวน้อยตอบกลับด้วยท่าทีใจชื้นขึ้นเพราะไม่อยากพลาดงานรื่นเริงที่นานทีปีหนจะมีสักครั้ง
" ใช่ และหวังว่าลูเซียก็จะได้อย่างที่น้องขอนะ หึหึ เจ้าสมุนไพรพระอาทิตย์นั่น เสร็จพ่อแน่งานนี้ "
" พี่!!! เอาอีกแล้วนะ สมุนไพรแสงจันทร์ต่างหาก พี่นี่ละก็ "
เสียงขู่ฟืดฟาดจากผู้เป็นน้องสาวเรียกเสียงหัวเราะให้กับพี่ชายของเธอได้เป็นอย่างดี
โฮ่งๆๆ เสียงเห่าจากเจ้าพิกซี่ดังขึ้นเหมือนจะเรียกให้เด็กทั้งสองรู้เวลาอาหารมื้อกลางวันที่ใกล้จะมาถึง เด็กทั้งสองจึงวางมือจากงานที่ทำอยู่และเดินเข้าบ้าน และก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นพ่อของพวกเขากำลังคุยอยู่กับแขกคนสำคัญของบ้านบนโต๊ะอาหารในห้องนั่งเล่น
" พ่อ หาวิธีเจอแล้วหรอฮ่ะ " ลูคัสกล่าวขึ้น
" ยังหรอก แต่พ่อรู้แล้วละว่ามันใกล้แล้ว พ่อโชคดีจริงๆที่ได้ทานาสคอยช่วย " เสียงจากผู้เป็นพ่อตอบ
" และแน่นอนกำลังใจจากพวกลูกๆแล้วก็ลิลลี่ด้วย " ลอเรนซ์รีบพูดขึ้นหลังจากเห็นหน้าลูกสาวตัวน้อยที่กำลังจะเริ่มเถียงอะไรสักอย่าง จากนั้นลอเรนซ์จึงเดินเข้าไปในครัวเพื่อช่วยนางลิลลี่ยกอาหารออกมาเสิร์ฟ
" ลุงทานาสค่ะ ถ้าสิ้นเดือนแล้วลุงก็จะไปแล้วหรอค่ะ " เสียงเล็กๆจากเด็กหญิงถามขึ้น
" ใช่แล้วละ ลุงจะไปจากหมู่บ้านนี้ วันที่ 30 ที่รถไฟออกนั่นแหละ " เสียงทุ้มลึกตอบ
" ลุงน่าจะอยู่กับพวกเราต่อนะฮ่ะ ผมชอบเรื่องเล่าของลุง " เสียงจากเด็กชายดังขั้นบ้าง
" ฮ่าๆๆ เห็นทีคงไม่ได้หรอก ลุงชอบเดินทาง แต่ถ้าพ่อของเธอยังหาสมุนไพรวิเศษไม่เจอ ลุงคงต้องอยู่ช่วยต่อ "
" แต่หนูอยากให้คุณพ่อหาเจอนะค่ะ แล้วก็อยากให้คุณลุงอยู่ต่อด้วย "
" ลูเซีย โลภมากจังเลยนะ " เสียงล้อเลียนปนขำจากผู้เป็นพี่ตอบ
" หรือว่าพี่ลูคัสไม่อยากละ ฮึ " เด็กหญิงตัวน้อยพูดเสร็จก็ค้อนเข้าให้ทีนึง
" ฮ่าๆๆ ลุงดีใจจริงๆที่พวกเธอทั้งสองพูดอย่างนี้ พวกหนูต้องคอยเป็นกำลังใจให้พ่อกับแม่นะ "
" ค่ะ/ครับ " เด็กฝาแฝดตอบ

คืนนั้นเอง ลอเรนซ์และทานาสออกไปนั่งทำงานอยู่หน้าบ้านเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศจากคำแนะนำของลิลลี่ คืนนี้เป็นคืนที่อากาศโปร่งแม้จะหนาวเย็น แต่หิมะก็ไม่ได้ร่วงหล่นลงมา ทำให้ทั้งสองที่นั่งอยู่ที่โต๊ะน้ำชาหน้าบ้านเห็นทิวทัศน์รอบๆบ้านได้ทั่ว
ลอเรนซ์รู้สึกใจเย็นลงมากที่ได้กำลังใจจากทุกคนในบ้าน และทานาสที่คอยช่วยเขาไขปริศนาอยู่เสมอ
" อันชื่อนั้นช่างสำคัญเสมอเหมือน
ภายในเดือนหนึ่งหนึ่งจักพบสอง
ยามแรกเท็จอีกยามจริงหากเมียงมอง
ยามที่ปรอง เลื่อนห่างกันชั่วเจ็ดคืน
ออกเดินทางเมื่อตะวันสิ้นฟากฟ้า
หากนภาไร้เมฆาสว่างไสว
จงใช้นามนามนั้นนำเจ้าไป
สิ่งจักใคร่จักพบใกล้ฟ้าเอย "
ลอเรนซ์พึมพำออกมา เพียงแค่นั้นก็ทำให้ผู้สูงวัยกว่าต้องมองมาทางเขาด้วยสายตาคาดหวัง
" ทานาส อีกเพียงอย่างเดียวเท่านั้นที่ข้าไม่รู้ กุญแจดอกสำคัญที่จะไขปริศนาของกลอนบทนี้ได้หมด " เสียงพูดยังคงเป็นของชายผู้มีนัยน์ตาสีแดงเช่นเดิม
" กุญแจดอกนั้นอาจจะอยู่ใกล้ๆตัวท่านก็ได้นะ ลอเรนซ์ " คราวนี้เสียงตอบจากชายนัยน์ตาสีฟ้ากล่าวขึ้นบ้าง
" ข้าก็มีความรู้สึกอย่างนั้นเหมือนกัน ทานาส "
" พรุ่งนี้ก็จะครบอาทิตย์แล้วสินะ หลังจากที่เกิดเหตุในวันนั้น "
" นั่นสิ เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ข้ายังวุ่นวายใจอยู่เลย กลัวว่ากลอนที่ข้าได้จากท่านมานั้นจะไม่ถูกต้อง กลัวว่าข้าจะไม่สามารถครำทางในความมืดมิดนี้ได้ จนกระทั่งท่านพูดถึงดวงจันทร์และสายลมเพื่อให้กำลังใจข้า ยังไงข้าก็ขอขอบคุณท่านมากนะ ทานาส "
" ท่านก็เคยบอกเองไม่ใช่เหรอว่าคนเรามีอะไรที่ช่วยเหลือกันได้ก็ควรจะช่วยกันน่ะ " เจ้าของนัยน์ตาสีฟ้าใสกล่าวขึ้นพร้อมแหงนหน้ามองท้องฟ้าและกล่าวต่อว่า
" พระจันทร์ใกล้เต็มดวงแล้วนิท่าน "
" จริงด้วยสินะ ...... "
และแล้วความเงียบก็เข้าปกคลุมอีกครั้ง ลอเรนซ์ยังคงแหงนหน้ามองพระจันทร์ที่ใกล้จะเต็มดวง แสงจันทร์ในตอนนี้สาดส่องไปทั่วทั้งบริเวณบ้าน เมื่อไม่มีแม้เมฆหมอกแห่งความหนาวเย็นปกคลุม และแล้วทันใดนั้นเองลอเรนซ์ก็รู้สึกชาไปทั้งตัว หัวใจเต้นรัวราวกลองที่ตีเองไม่หยุด ในหัวว่างเปล่า มีเพียงสิ่งเดียวที่นึกถึงได้เมื่อเขาได้เข้าใจมันแล้ว เข้าใจถึงมันทั้งหมดของสิ่งปริศนาที่ถูกซุกซ่อนอยู่ในกลอน...ที่อยู่ของสมุนไพรแสงจันทร์...

" โอย หนาวจังแฮะ แถมมือก็เริ่มแข็งแล้วอีกต่างหาก จะไปต่อได้มั้ยเนี่ย... "
" หรือว่าเราควรจะหยุดพักก่อน ไม่ได้สิ เวลาไม่มีแล้ว ต้องรีบไปต่อก่อนพระอาทิตย์จะขึ้น... "
เสียงบ่นพำพึมดังมาจากปากของชายผู้มีนัยน์ตาสีแดง และเรือนผมสีเงินนามลอเรนซ์ เลอเบลล์ผู้ที่ตอนนี้กำลังพยายามฝ่าลมหนาวอยู่บนหุบเขาที่สูงที่สุดของหมู่บ้านแห่งหิมะ ขณะนี้ลมหนาวและหิมะกำลังพัดถาโถมให้ความเย็นนั้นกัดกินเข้าไปจนถึงขั้วหัวใจ เรือนผมสีเงินของชายหนุ่มสะท้อนต้องแสงจันทร์สีเงินวิบวับ ราวกับกำลังจะท้าทายเขา ผู้ซึ่งพยายามจะเข้าใกล้มัน...
หุบเขาที่สูงที่สุดของหมู่บ้านแห่งหิมะอันเป็นที่ขึ้นของสมุนไพรแสงจันทร์ ณ ยอดเขานั้นคือจุดหมายที่นายลอเรนซ์ เลอเบลล์จะต้องขึ้นไปให้ถึง หลังจากที่เขาตีความจากบทกลอนได้ และเริ่มออกเดินทางมาขึ้นเขานี่ในวันถัดไป
แม้ทางบนหุบเขาจะไม่ชันมาก แต่หิมะที่เริ่มตกโปรยปรายและความหนาวเหน็บนั้น ส่งผลให้ลอเรนซ์เดินทางได้ช้าลง เขาจะต้องเดินต่อเนื่องเป็นเวลากว่า5ชั่วโมงถึงจะขึ้นสู่บนยอดเขา หุบเขาที่คนในหมู่บ้านแห่งหิมะกล่าวว่าเป็นหุบเขาอาถรรพ์ และไม่คิดจะมีใครปีนขึ้นมา แต่ในวันนี้นี่เองลอเรนซ์จะเป็นบุคคลแรกที่จะขึ้นมาตามหาของบางสิ่ง อันจะสามารถช่วยชีวิตเด็กหญิงตัวเล็กๆได้
ก่อนที่เขาจะออกเดินทาง มันเป็นเช้าของวันที่อากาศแปรปรวนด้วยลมหิมะ ดูเหมือนอากาศเมื่อคืนวานที่โปร่งสบายนั้นจะหายไปราวกับความฝัน เขาไปดูอาการของเรนเซ่ก่อนและแจ้งข่าวดีให้แก่เวนซ์ ผู้ที่อาสาจะมาด้วย แต่ลอเรนซ์บอกให้เขาอยู่เป็นเพื่อนและคอยดูแลน้องสาวจะดีกว่าส่วนทางด้านทานาสนั้นขาก็เพิ่งจะหายดี ลอเรนซ์ไม่ต้องการให้เค้าขึ้นไปลำบากด้วย และการเดินทางคนเดียวดูจะง่ายกว่าเนื่องจากไม่ต้องพะว้าพะวงถึงคนข้างหลัง เขาจึงอาสาจะขึ้นไปหาสมุนไพรแสงจันทร์ด้วยตนเองเพียงลำพัง
การเดินทางขึ้นเขาไม่ใช่สิ่งที่ลอเรนซ์ถนัดนัก เขาจึงต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะชินกับมัน แรกๆเขาก็ลื่นล้มเพราะความลื่นของหิมะบ้าง แต่เมื่อเริ่มชินกับมัน ดูแล้วทุกอย่างคงไม่ยากเกินความสามารถนัก
.... น่าแปลกที่เมื่อขึ้นถึงยอดเขา อากาศที่แปรปรวนอยู่ด้านล่างกลับเงียบสงบลงอย่างเห็นได้ชัด ท้องฟ้าเริ่มปลอดโปร่งขึ้นมาอีกครั้ง ยอดเขาที่กว้างไม่มากเมื่อเทียบกับหุบเขาทั้งเขาเมื่อมองจากด้านล่าง ลอเรนซ์มองนาฬิกาข้อมือของเขา ซึ่งเป็นเวลาใกล้จะตี4แล้ว เขาเริ่มพึมพำกับตัวเองอีกครั้ง....
" เราต้องรอเวลา ให้เมฆพวกนี้พ้นดวงจันทร์ไปซะก่อน "
ลอเรนซ์รอสักพัก แล้วเหล่าเมฆาก็เป็นใจ เคลื่อนตัวผ่านดวงจันทรา ให้แสงจันทร์สีเงินงวงจากดวงจันทร์ทรงกฤตสาดส่องลงมาต้องทุกสิ่งที่อยู่บนหุบเขานี้ แล้วลอเรนซ์ก็ได้เห็นมัน สมุนไพรแสงจันทร์ สีเหลืองนวลที่กำลังเบ่งบานรองรับกับแสงจันทร์ที่พาดผ่าน ขึ้นเป็นกลุ่มอยู่ทางซ้ายมือของเขา ลอเรนซ์ไม่รอช้ารีบเก็บสมุนไพรนั้นใส่ขวดแก้วที่เตรียมมาด้วยความรีบร้อนเหมือนกลัวว่ามันจะหายไปต่อหน้าเขาในทันที หลังจากที่ลอเรนซ์ปิดฝาให้แน่นสนิท ก่อนออกเดินทางลงจากหุบเขา แต่เขายังไม่ลืมที่จะลอบมองความอัศจรรย์ของต้นสมุนไพรประหลาด ที่ขณะนี้หายไปพร้อมกับความมืดเมื่อหมู่เมฆเคลื่อนบดบังดวงจันทร์

ในวันที่ 25 ธันวาคม หิมะโปรยปรายลงช้าๆดั่งเช่นทุกวันที่อากาศหนาวในฤดูนี้จะทำให้เกิดได้ แต่บรรยากาศรอบหมู่บ้านกลับอบอุ่นขึ้นมาทันที เมื่อทุกคนได้ทราบข่าวว่านายลอเรนซ์ เลอเบลล์ บุรุษที่พวกเขาคิดว่าเป็นคนต่างถิ่นน่ารังเกียจคนนั้นได้สร้างปาฏิหาริย์โดยรักษาโรคประหลาดของเด็กหญิงนามเรนเซ่ได้ ผู้ที่ดีใจที่สุดเห็นจะเป็นเวนซ์ พี่ชายของเจ้าหล่อน ที่กล่าวขอบคุณลอเรนซ์เป็นการใหญ่และอาสาออกไปปล่าวประกาศบอกทุกคนในหมู่บ้านถึงข่าวดีที่เขาได้รับ และการจัดงานฉลองวันคริสต์มาสที่ลานกลางหมู่บ้านซึ่งเป็นครั้งแรกที่หัวหน้าหมู่บ้านเสนอ
ความคิดนี้ เพราะทุกปีแต่ละบ้านมักจะฉลองกันเองเป็นการส่วนตัว แต่ปีนี้ทุกคนต่างเห็นพ้องต้องกันว่าจะร่วมแสดงความยินดีกับเรนเซ่ และทำการต้อนรับอย่างเป็นทางการให้กับครอบครัวเลอเบลล์และแขกของเขา
งานฉลองในคืนนั้น เป็นไปอย่างรื่นเริง ลอเรนซ์ไม่เคยรู้สึกสนุกสนานมากอย่างนี้มาหลายปีแล้ว ลิลลี่เองก็เช่นกันเธอรู้สึกดีใจเป็นที่สุดที่คนในหมู่บ้านให้การยอมรับครอบครัวของเธอ อีกทั้งเด็กฝาแฝดทั้งสองและเจ้าพิกซี่สุนัขคู่ใจกำลังสนุกสนานอยู่กับการกินและเล่นกับเด็กคนอื่นๆรอบๆต้นคริสต์มาสต้นยักษ์กลางลานหมู่บ้าน
" พี่จ๋า ลุงซานต้าให้ของขวัญที่วิเศษที่สุดในปีนี้เลยล่ะ นี่เป็นไวท์คริสต์มาสที่ดีจริงๆ " ลูเซียพูดขณะทานซุปร้อนๆที่ได้รับมาจากคนในหมู่บ้าน
" จริงด้วย พี่ดีใจที่สุดในชีวิตเลย ในที่สุดก็มีวันนี้นะลูเซีย วันที่คำขอของพี่เป็นจริง เจ้าสมุนไพรวิเศษนั่น ดีจริงๆเลยนะ " เด็กชายผู้พี่ตอบ
" อ๊ะ... พี่เรียกมันแบบนั้นเป็นแล้วหรอ คุณพ่อจะต้องดีใจมากแน่ๆเลย อิอิ " น้องสาวตอบด้วยน้ำเสียงกึ่งเย้าหยอก
" ช่ายซิ ถ้ามันยังจะหลบตัวอยู่อีกละก็ พี่ก็ว่าจะเรียกมันว่าสมุนไพรนางอายทรพิศซะเลย "
" โธ่ พี่นี่ละก็ "
และเสียงหัวเราะก็ดังขึ้นจากทั้งสองพี่น้อง ท่ามกลางเสียงฮาเฮของเหล่าผู้คนและเสียงเพลงคริสต์มาสที่เปิดเหมือนจะช่วยขับกล่อมทุกคนในหมู่บ้านให้ลืมความเศร้าโศกหรือเหนื่อยยากที่เคยมีมาทั้งปี...
เช้าวันถัดมา คนในครอบครัวเลอเบลล์ตื่นสายกว่าปกติ เนื่องจากงานฉลองเมื่อคืน รวมทั้งเจ้าพิกซี่ที่มักจะเห่าปลุกทุกคนในบ้านอยู่เสมอ ตอนนี้ก็เพิ่งจะรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาทำหน้าที่ของมันเช่นเดิมอีกครั้ง นางลิลลี่เพิ่งจะออกมาจากห้องครัว และก็ต้องแปลกใจกับจดหมายหนึ่งฉบับที่เธอเห็นเหนือเตาผิงในห้องนั่งเล่น เมื่อเธอเห็นชื่อที่จ่าอยู่หน้าซองปุ๊บ เธอก็รีบเรียกให้สามีเธอลงมาอ่านจดหมายโดยเร็ว
" ถึงลอเรนซ์และทุกคนในครอบครัวเลอเบลล์อันเป็นที่รัก
ขณะที่พวกคุณเห็นจดหมายฉบับนี้ ผมคงจะไปไกลแล้ว
ขอบคุณจากใจสำหรับการช่วยเหลือในครั้งนี้ ที่ผมจะไม่มีวันลืม
และขอโทษที่ไปโดยไม่ได้กล่าวคำร่ำลา แต่ผมต้องรีบไปภารกิจ
ที่สำคัญมาก หวังว่าพวกคุณคงเข้าใจ
สุดท้ายนี้ผมคงต้องยินดีด้วยที่ลอเรนซ์ทำสิ่งที่หวังได้สำเร็จ"
ปล. ผมชอบอาหารฝืมือคุณมาก ลิลลี่
ต้องขอโทษลูคัสกับลูเซียด้วยที่ลุงทานาสได้อยู่จนถึงวันที่30ตามสัญญาไว้ แต่พวกเธอทั้งสองต้องเป็นเด็กดีนะ
ไม่งั้นระวังจะไม่ได้ของขวัญจากลุงซานต้าล่ะ
จะคิดถึงเสมอ
Tanas Lacus
เมื่อลอเรนซ์อ่านดังนั้นถึงกับตกใจมาก ที่อยู่ๆ ทานาส เพื่อนผู้สูงวัยก็กลับไปอย่างไม่ทันตั้งตัว พอเขานึกขึ้นมาได้ก็รู้ว่าเขาไม่เห็นทานาสตั้งแต่ลงจากหุบเขาและหมกตัวเพื่อสกัดยาอยู่ในห้องทำงาน แต่สิ่งที่แปลกใจยิ่งกว่าก็คือ... ทานาสจะไปจากหมู่บ้านนี้ได้ยังไงหากแม้ว่ารถไฟสายสโนว์แลนด์ที่แล่นผ่านเพียงสายเดียวนั้นกว่าจะผ่านมาถึงก็อีกตั้ง4วัน....

สุขสันต์วันคริสต์มาสนะทุกคนนนนน ไม่รู้จะมีใครได้มาอ่านบ้างแต่มะเป็นไร หึหึ อ่านจบแล้วช่วยเม้นให้เค้าด้วยนะ อยากได้คำติชมมากๆแต่ไม่รู้จะเอาไปลงในกระทู้ไหนดี แง้ว... ใครที่อ่านแล้วยังไม่เคลียร์ก็รอ entry ต่อไป หึหึ แต่คิดว่าทุกคนคงพอเดาได้ แฮ่...