JustaFAIRLYTALE

เรื่อง by Moonlight~เห็ดน้อย

ชื่อเรื่อง: Moonlight's Miracle ตอนต้น

แนว: Smooth Piece

แต่ง: ฉลองวันคริสต์มาส + อากาศเป็นจายมั่กๆ

ณ กลางหุบเขาลึกแห่งหนึ่ง ยังมีหมู่บ้านเล็กๆที่มีประชากรจำนวนไม่เกินครึ่งร้อยครอบครัวอาศัยอยู่อย่างสงบสุข คนในหมู่บ้านใช้ชีวิตเรียบง่ายในการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์เช่น แพะ แกะ วัวเป็นสิ่งยังชีพ

ท่ามกลางหุบเขาสูงใหญ่อันเป็นป้อมปราการทางธรรมชาติที่รายล้อมรอบตัวหมู่บ้านแห่งนี้ ประกอบกับอากาศอันหนาวเย็นตลอดปีซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของพื้นที่บริเวณนี้ ทำให้หมู่บ้านกลางเขานี้ถูกขนานนามว่าหมู่บ้านหุบเขาแห่งหิมะ(Mt. of snow village) หรือที่คนในหมู่บ้านเรียกติดปากกันว่าหมู่บ้านแห่งหิมะ

การเดินทางจากบ้านแห่งหิมะ ไปยังหมู่บ้านอื่นหรือเมืองอื่นๆ คนในหมู่บ้านจำเป็นต้องรอเพียงรถไฟสายสโนว์แลนด์สายเดียวที่จะแล่นผ่านทุกๆวันที่15 เป็นเที่ยวขาไปและวันที่30เป็นเที่ยวขากลับในทุกเดือน โดยรถไฟจะจอดพักที่สถานีเพียงชั่วโมงเดียวเท่านั้น ซึ่งโดยปกติแล้ว จะมีเพียงพ่อค้าและนักพเนจรผ่านมาหยุดพักเพื่อยืดคลายเสันสายหลังจากการนั่งรถไฟติดต่อกันเป็นเวลานาน และบางคนยังต้องการแลกเปลี่ยนหรือซื้อขายลิ่งของแต่เพียงเล็กน้อยและจากไปในวันเวลาเพียงแค่หนึ่งชั่วโมงนั้น เนื่องจากผู้คนในหมู่บ้านนี้รักความเรียบง่ายและเงียบสงบเป็นที่สุด จนเรียกได้ว่ามากจนเกินไปเสียด้วยซ้ำ พวกเขาไม่ต้องการสุงสิงกับคนต่างถิ่นหรือแม้กระทั่งพบเจอสิ่งของแปลกใหม่ และที่สุดกับการคบหากับคนแปลกหน้า

ครอบครัวเลอเบลล์เป็นเพียงครอบครัวเดียวที่ตั้งบ้านห่างไกลออกไปจากบ้านของครอบครัวอื่นๆ คุณอาจจะคิดว่าครอบครัวนี้ไม่ต้องการสุงสิงวุ่นวายกับครอบครัวอื่นในหมู่บ้าน แต่จริงๆแล้ว ครอบครัวเลอเบลล์เป็นครอบครัวที่มีสิ่งที่พิเศษกว่าคนอื่นซึ่งนั่นเอง เป็นสาเหตุให้ ครอบครัวอื่นในหมู่บ้านไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวกับคนในครอบครัวนี้ ซึ่งไม่เว้นแม้แต่ เจ้าพิกซี่ สุนัขหนุ่มขนสีขาวที่ครอบครัวเลอเบลล์เลี้ยงไว้ด้วยด้วย

บ้านของครอบครัวเลอเบลล์มีขนาดพอเหมาะกับคนในครอบครัว 4 คนกับอีก1ตัว ที่ภายนอกสร้างจากอิฐสีแดงเหมือนบ้านอื่นๆในหมู่บ้านแต่สิ่งที่ต่างออกไปคือเรือนกระจกสีขาวขนาดครึ่งนึงของตัวบ้านที่ตั้งอยู่ทางด้านขวามือของบ้าน เจ้าเรือนกระจกนี่เองที่เป็นสิ่งแปลกประหลาดที่คนในหมู่บ้านไม่นึกชอบใจกับมันนัก เพียงแต่นั่นเป็นสิ่งเล็กน้อยเท่านั้นหากเทียบกับบุรุษที่เป็นเจ้าของบ้านและลูกๆทั้ง2ของเขาที่มีนัยน์ตาสีแดงและเรือนผมสีเงิน ต่างจากชาวบ้านคนอื่นๆที่มีสีตาและสีผมเป็นสีทองแดงวาววับ นั่นเป็นความรู้สึกแบ่งแยกคนในสายตาของคนในหมู่บ้าน ยกเว้นแต่ลิลลี่ และพ่อของเธอ ที่เคยต้อนรับนักพเนจรหนุ่มนัยน์ตาแดง ผมเงินที่เดินทางมาที่หมู่บ้านแห่งหิมะเพื่อตามบางสิ่ง เมื่อ6ปีที่แล้ว...

ย้อนกลับไป6ไปที่แล้ว...

ในวันที่อากาศอบอุ่นที่สุดในรอบปีพัดผ่าน คละคลุ้งกับกลิ่นใบไม้แห้ง อันเป็นสัญญาณว่าหลังจากอากาศอบอุ่นในวันนี้ผ่านพันไปแล้ว ฤดูกาลใหม่จะพัดมาแทนที่ ฤดูกาลที่พืชขี้ร้อนทั้งหลายพากันออกดอกออกผลสวยงาม ฤดูแห่งการจำศีลของสัตว์ขี้หนาวทั้งหลายกำลังจะเข้ามาเยือน เมื่อชายหนุ่มนักพเนจรผู้แสนประหลาดในสายตาของคนในหมู่บ้านผู้นี้ มาหยุดพักจากการเดินทางโดยรถไฟสายสโนว์แลนด์ และไม่ได้ขึ้นรถไฟเพื่อเดินทางต่อ หลังจากการจอดพักรถเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงนั้น ชายหนุ่มผู้ที่น่าจะมีอายุ 25-26 ใบหน้าสมส่วน ขัดก็แต่สีผมและสีตาประหลาดนั้นกำลังเดินเข้ามาในหมู่บ้านและถามถึงที่พักที่เขาจะสามารถอาศัยอยู่ได้สัก2-3เดือน แต่เขาก็ต้องรู้สึก
ผิดหวังเมื่อได้รับรู้ว่าหมู่บ้านแห่งนี้ไม่เคยมีแม้แต่แขกต่างเมืองมาค้างแม้สักคืนนั่นหมายถึงไม่มีโรงแรมที่เขาจะหาที่พักได้เป็นแน่ และยิ่งกว่านั้นคือทุกคนในหมู่บ้านดูจะไม่ต้องการให้ที่พักพิงแก่เขานัก ยกเว้นแต่เพียงครอบครัวสเตสัน ที่มีนายชาลี สเตสัน ชายชราผู้ป่วยออดๆแอดๆมาเกือบเดือนแล้ว และลูกสาวของเขา ลิลลี่ สเตสัน สาวงามของหมู่บ้าน ซึ่งอายุเพิ่งย่างเข้าวัยเบณจเพศ 2พ่อลูกอาศัยอยู่โดยเลี้ยงแกะและเพาะปลูกพืชผักแต่เพียงยังชีพ ชายชราและหญิงสาวต้อนรับชายหนุ่มนักพเนจรอย่างอบอุ่นเหมือนจะเป็นเรื่องบังเอิญว่า ชายหนุ่มนักพเนจรเจ้าของนัยน์ตาสีแดง และผมเงิน ซึ่งมีนามว่า ลอเรนซ์ เลอเบลล์ ผู้นี้ ได้มีหน้าตาคล้ายคลึงกับลูกชายของครอบครัวสเตสันผู้พ่อ หรือพี่ชายของลิลลี่ นั่นทำให้ชาลี สเตสัน ถูกชะตากับลอเรนซ์มากเป็นพิเศษ และให้ลิลลี่ดูแลเขาอย่างดีเสมือนหนึ่งในครอบครัว

ลอเรนซ์อาศัยอยู่กับครอบครัวสเตสันเป็นเวลากว่า2เดือนแล้ว ในระยะเวลา2เดือนนี้ ลอเรนซ์ได้ศึกษาพืชพันธุ์และสมุนไพรต่างๆหลายชนิดและยังช่วยดูแลชาลีซึ่งป่วยเป็นโรคประหลาดที่ตัวเขาไม่เคยพบเจอ จริงๆแล้ว ลอเรนซ์ออกเดินทางจากเมืองของเขาเพื่อมาตามหาสมุนไพรพิเศษที่สามารถสกัดเป็นยารักษาโรควูฟฟ์คราย (Wolf-cry)ได้ ในฐานะของแพทย์และนักพฤกษศาสตร์ แม้ว่าอาจารย์ของเขาจะบอกว่าโรควูฟฟ์ครายเป็นโรคที่พบได้น้อยมากและแทบจะไม่พบเลยในประเทศที่มีอากาศอันหนาวเหน็บ เรียกได้ว่าจะพบใน1ต่อล้านคนเท่านั้น และโรคนี้ไม่ใช่โรคติดต่อ ผู้คนจึงไม่สนใจที่จะหาทางสกัดยารักษาจากต้นแสงจันทร์ที่กล่าวกันว่า พบได้น้อยมากและสกัดได้ยากมากต้นนี้ แต่ลอเรนซ์คิดว่าการได้ช่วยชีวิตคน แม้เพียงหนึ่งชีวิตก็มีค่าพอที่จะลองพยายามดูแล้ว เขาจึงดั้งดันมาที่หมู่บ้านแห่งนี้ ซึ่งเขาได้รู้มาว่า ในหมู่บ้านนี้ยังมีสมุนไพรอีก
มากที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์และค้นคว้า เขาจึงหวังว่าจะได้พบเจอกับสมุนไพรพิเศษในตำนานต้นนั้น...

แต่แล้ววันหนึ่ง เหตุการณ์ผิดปกติก็เกิดขึ้นกับ ชาลี สเตสัน เมื่อลิลลี่ตะโกนเรียกลอเรนซ์ด้วยเสียงตกใจให้รีบมาช่วยดูอาการที่ทรุดหนักของผู้เป็นพ่อ มันเริ่มขึ้นจากไข้ที่ขึ้นสูงและมีผื่นแดงขึ้นเฉพาะบริเวณฝ่ามือและฝ่าเท้าเท่านั้น วินาทีนั้นเองที่ทำให้ลอเรนซ์ได้รู้ว่าชาลีได้ติดเชื้อและป่วยเป็นโรควูฟฟ์ครายที่มีเพียงสมุนไพรพิเศษต้นนั้นที่จะสามารถรักษาให้หายได้

ลอเรนซ์คิดทบทวนอย่างหนักก่อนที่จะตัดสินใจเล่าความจริงทุกอย่างให้แก่ลิลลี่ฟัง เริ่มจากอาการที่เกิดขึ้น หนทางรักษาและระยะเวลาที่โรคร้ายจะพรากชีวิตของบิดาอันเป็นที่รักของเธอให้เข้าสู่ห้วงนิทราตลอดกาล...

เมื่อฟังดังนั้น ลิลลี่ถึงกับร้องไห้ออกมาและพยายามขอร้องให้ลอเรนซ์ช่วยเหลือพ่อของเธอ แต่ตัวเขาเองก็จนปัญญา เพราะการที่ตัวเขาซึ่งตามหาต้นแสงจันทร์มาถึง2เดือนแล้วนั้น ยังไม่มีวี่แววว่าจะพบต้นสมุนไพรลักษณะคล้ายคลึงเลย เขาจึงได้แต่เพียงปลอบลิลลี่และให้กำลังใจเธอเท่านั้น ทั้งๆที่ในใจของลอเรนซ์ก็รู้สึกเจ็บปวดไม่แพ้ลิลลี่ กับสิ่งที่เขาพบตรงหน้าและเจ็บใจที่สุดกับการที่ไม่สามารถช่วยเหลือชาลีได้หลังจากที่ลิลลี่ร้องไห้จนผล็อยหลับไป ลอเรนซ์พาเธอไปยังห้องนอนเพื่อให้ลิลลี่ได้พักผ่อน และตัวเขาจึงลงมาดูอาการของชาลี ผู้ซึ่งบัดนี้ไข้เริ่มลดลงแล้ว ที่พอลอเรนซ์รู้เข้าก็ต้องรู้สึกตกใจจนหน้าซีด เพราะนั่นเป็นสัญญาณอันตราย ที่เวลาที่เขาไม่ต้องการให้มาถึง กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้แล้ว

ลอเรนซ์รู้สึกวุ่นวายใจและสับสนเป็นอย่างมาก พอชาลีลืมตาตื่นขึ้นมาเห็นดังนั้นจึงพูดเหมือนกับรู้ตัวว่าตัวเขาเองคงอยู่ได้อีกไม่นานและต้องการฝากลูกสาวให้ลอเรนซ์ดูแล เพียงเท่านั้นก็ทำให้ ลอเรนซ์ไม่สามารถกลั้นน้ำตาแห่งความเสียใจและเจ็บใจในตัวเองลงได้ ที่ไม่สามารถช่วยเหลือชาลีผู้ที่เป็นบิดาของหญิงสาวที่เขารักได้เลย แต่ชาลีกลับยอมรับในความตายของตัวเองและกล่าวขอบใจลอเรนซ์ที่รับปากจะดูแลลิลลี่ให้ และเขารู้สึกดีใจที่แม้ในบั้นปลายชีวิตของเขา สิ่งที่เขาภาวนาอย่างที่สุดเขาก็ได้รับมา นั่นก็คือการที่ลอเรนซ์ผู้เหมือนลูกชายของเขาได้กลับมาใช้ชีวิตอยู่กับเขาอีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่ชาลี สเตสันจะหลับใหลอย่างเป็นสุขชั่วนิรันดร์ในอีก 15วันถัดไป

ท่ามกลางอากาศที่หนาวเหน็บในช่วงปลายหนาว ซึ่งมีหิมะโปรยปราย ยังความโศกเศร้าให้แก่ทุกคนในหมู่บ้าน เพราะแม้คนในหมู่บ้านจะไม่ชอบใจที่ชาลีให้ที่พักอาศัยกับชายพเนจรคนนั้น แต่พวกเขาทุกคนก็รักและเคารพชาลีผู้มีจิตใจโอบอ้อมอารีคนนั้น เหมือนดั่งคนในครอบครัว จนมีบางคนถึงกับกล่าวให้ร้ายลอเรนซ์ว่าเป็นสาเหตุทำให้ชาลีตาย ถึงแม้นั้นจะไม่ใช่เรื่องจริงแต่นั่นอาจเป็นสิ่งเดียวที่พวกเขาจะทำอะไรเพื่อชาลีได้บ้าง

นับจากเหตุการณ์ในวันนั้น ผ่านไป6ปี ทุกๆชีวิตในหมู่บ้านแห่งหิมะยังคงใช้ชีวิตที่เรียบง่ายของพวกเขา ในขณะที่หิมะแรกเริ่มกำลังโปรยปรายลงมาในหุบเขาแห่งหิมะอีกครั้ง บ่งบอกถึงกลไกทางธรรมชาติที่มิอาจเปลี่ยนแปลงเป็นอื่น แม้นี่จะเป็นฤดูหนาวที่คนทั้งหมู่บ้านไม่ปรารถนาถึงมัน ฤดูที่คงความเศร้าโศกที่คละคลุ้งมากับกลิ่นอายของหิมะที่ร่วงหล่นอยู่นั้น

แม้ว่าหุบเขาแห่งนี้จะมีอากาศหนาวตลอดปีอยู่แล้ว แต่โดยเฉพาะช่วงนี้เท่านั้นที่เหล่าหิมะสีขาวเหล่านี้จะนำมาซึ่งลมหนาวที่สุดในรอบปี ทุกสิ่งบนหุบเขากำลังจะถูกปกคลุมไปด้วยสีขาวโพลน ไม่เว้นแม้แต่ภูเขาอันสูงใหญ่ที่ตั้งตระหง่านรายล้อมหมู่บ้าน ก็ยังมีอาจโต้แย้งอะไรได้ ต้องปล่อยให้เจ้าหิมะสุมกองทับถมอยู่บนยอดของมันอย่างเชื่องช้าแต่เนิ่นนาน...


เรื่อง by Moonlight~เห็ดน้อย

ชื่อเรื่อง: Moonlight's Miracle ตอนกลาง

แนว: Smooth Piece

แต่ง: ฉลองวันคริสต์มาส + อากาศเป็นจายมั่กๆ


แม้จะผ่านไปเนิ่นนานถึง 6 ปี แต่ทุกๆอย่างยังคงชัดเจนเหมือนเดิมมิผิดเพี้ยนในสายตาของลอเรนซ์ เลอเบลล์ไม่ว่าจะเป็นสายตาที่ดูแคลนที่คนในหมู่บ้านส่งให้เค้าอยู่เป็นเนืองๆ หรือจะเป็นเรื่องเจ้าสมุนไพรเจ้าปัญหาที่เขาายังไม่สามารถหามันพบได้

ถึงกระนั้นก็ตาม ทุกๆอย่างดูจะไม่เลวร้ายเสมอไป เมื่อนายลอเรนซ์มีลูกกับนางลิลลี่เป็นลูกชายหญิงฝาแฝด ลูคัสและลูเซีย เลอเบลล์ ซึ่งกำลังอยู่ในวัยอยากรู้อยากเห็นเป็นที่สุด ทั้งซุกซน อีกทั้งยังคอยสร้างเสียงหัวเราะให้กับเขาและภรรยาเสมอ ส่วนอีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นก็คือ เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ราล์ฟ เลอเบลล์ ที่ชายแท้ๆของลอเรนซ์ผู้เป็นนักผจญภัยตัวยง ได้มาเยี่ยมครอบครัวของลอเรนซ์ที่หมู่บ้านแห่งหิมะนี้และได้นำหนังสือที่บอกวิธีสกัดหญ้าแสงจันทร์เพื่อทำเป็นยาอย่างละเอียด มาให้แก่ลอเรนซ์ หลังจากที่ราล์ฟได้ทราบข่าวที่หายไปนานของน้องชาย ว่ากำลังหาวิธีค้นพบและสกัดหญ้าแสงจันทร์อยู่ จริงๆแล้วลอเรนซ์ได้ส่งจดหมายไปบอกข่าวแก่ราล์ฟตั้งแต่ก่อนที่เขากับลิลลี่จะแต่งงานกัน แต่เขาก็รู้ดีว่าเจ้าพี่ชายตัวแสบของเขาชอบเดินทางท่องเที่ยวไปทั่ว กว่าจะกลับบ้านก็นานหลายเดือน บางทีก็เป็นปีแต่ครั้งนั้นดูจะนานมากจนเขาลืมไปแล้วด้วยซ้ำ

สองเหตุผลนี้เองที่ทำให้ลอเรนซ์มีกำลังใจจะคันหาสมุนไพรแสงจันทร์ต่อไป ทุกวันนี้เขาอ่านหนังสือวิธีสกัดสมุนไพรอย่างละเอียดจนจำได้แม้แต่รายละเอียดปลีกย่อย และมีอุปกรณ์พร้อมทุกเมื่อที่จะสกัดทำเป็นตัวยารักษาโรคเพียงแต่เค้ายังไม่พบมัน สมุนไพรแสงจันทร์ที่ในหนังสือกล่าวว่ามีขึ้นอยู่ในหมู่บ้านแห่งหิมะแห่งนี้แน่นอน แม้จะพบเห็นได้ไม่มากนักก็ตาม

ปล่องไฟของบ้านครอบครัวเลอเบลล์ขณะนี้กำลังปล่อยควันสีขาวม่น บ่งบอกถึงฤดูที่หนาวเย็นที่สุดในรอบปีแทบจะทุกบ้านจะก่อไฟในเตาผิง เพื่อเพิ่มความอบอุ่นภายในบ้าน ครอบครัวเลอเบลล์ก็เช่นกัน ภายในห้องนั่งเล่นอันแสนอบอุ่นของบ้าน เตาผิงที่ก่อจากอิฐที่แดง ขณะนี้มีไฟลุกโชนอยู่ภายใน เผื่อแผ่ความอบอุ่นไปทั่วทุกสารทิศในห้อง ห้องนั่งเล่นแห่งนี้กำลังถูกแต่งแต้มไปด้วยสีสันของกระดาษสีต่างๆที่ลูคัสและลูเซียตัดเป็นรูปสัตว์ต่างๆ และต้นคริสต์มาสขนาดพอเหมาะกับห้อง ที่ลอเรนซ์จัดหามา กำลังถูกประดับประดาไปด้วยของตกแต่งมากมาย เจ้าพิกซี่สุนัขหนุ่มสีขาวตัวโปรดของทุกคนในบ้านกำลังวิ่งไปรอบๆห้อง เหมือนกับรู้สึกตื่นเต้นถึงงานรื่นเริงที่กำลังมาถึง พิกซี่อยู่ที่บ้านนี้มา2ปีแล้ว นับตั้งแต่วันที่ลอเรนซ์ได้รับมันมาจากนักพเนจรคนหนึ่งเมื่อ2ปีที่แล้ว มันเป็นสุนัขที่ฉลาดและดูจะทนหนาวได้มาก โดยสังเกตุจากขนฟูๆนุ่มๆน่ากอดของมัน

" ปีนี้พี่จะขออะไรจากคุณลุงซานต้าอย่างนั้นหรอ? " เสียงใสๆเล็กๆ จากน้องสาวตัวเล็กถามพี่ชาย
" พี่อยากให้พ่อหามันเจอจังเลยนะ ไอ้เจ้าสมุนไพรที่พ่อไปหาอยู่เกือบทุกวันเนี่ย " เสียงจากผู้เป็นพี่ชายฝาแฝดที่อายุแก่กว่าเพียงไม่กี่นาทีตอบกลับ
" แล้ว ลูเซียละ อยากได้อะไรหรอ? "
" ลูเซียอยากเล่นกับเด็กคนอื่นในหมู่บ้าน ทำไมแม่ถึงห้ามนะ ถ้าลูเซียขอลุงซานต้าได้ ลูเซียอยากมีเพื่อนเยอะๆจัง พี่ชาย "
เด็กชายผู้พี่รู้ดีว่าเพราะสีผมและสีตาของพวกเขา ทำให้ผู้ใหญ่ในหมู่บ้านไม่ต้องการให้ลูกๆของพวกเขามายุ่งกับเด็กฝาแฝดคู่นี้ และเพราะแม่เขากลัวว่าลูเซียจะเสียใจ จึงได้สั่งห้ามยุ่งกับเด็กคนอื่น โลกของลูเซียจึงมีแค่บ้านที่เขาอยู่ เรือนกระจกสีขาว พ่อ แม่ พี่ชายฝาแฝด และเจ้าพิกซี่ คอยอยู่เป็นเพื่อน เธอจึงปรารถนาเป็นที่สุดที่จะได้ออกไปเล่นภายนอกบ้านกับเด็กคนอื่นๆ
" ถ้าคำขอของลูเซียเป็นจริง ก็ดีสิเนอะ " ผู้เป็นพี่ตอบ
" ของพี่ก็เหมือนกัน ลูเซียเห็นพี่ชายขออย่างนี้มาตั้งแต่ปีก่อนๆแล้ว ลูเซียก็สงสารคุณพ่อเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเรามาอธิษฐาน ขอกับลุงซานต้ากันเถอะนะพี่ชาย " เสียงดังใสแจ๋วจากน้องสาวที่ผู้เป็นพี่ชายเอ็นดูมากที่สุดตอบกลับมาอย่างนั้น แล้วทั้ง2ก็หย่อนคำอธิษฐานใส่ลงในถุงเท้าที่นางลิลลี่ถักขึ้นและนำมาแขวนบริเวณปล่องไฟเหนือเตาผิงภายในห้องนั่งเล่นที่มีเจ้าพิกซี่นอนขดตัวอยู่ใกล้ๆ

เช้าวันที่ 15 ธันวาคม ลมหนาวพัดโชยมากับกลิ่นหิมะที่ลอยฟุ้งกระจายอยู่ทั่วหมู่บ้าน วันนี้นายลอเรนซ์ต้องออกไปที่โรงนา กลางหมู่บ้านเพื่อขอแบ่งหญ้าแห้งและฟางแห้ง ที่ขนมากับรถไฟสายสโนว์แลนด์เพื่อนำมาเป็นอาหารพวกแกะที่เค้าเลี้ยง ฤดูอื่นที่ผ่านๆมา แม้อากาศบนหุบเขาหิมะจะเย็นเกือบตลอด แต่ก็ยังพอมีหญ้าแซมๆขึ้นกันพอให้พวกสัตว์ออกไปหาอาหารกินเองได้บ้าง เพียงแต่ฤดูหนาวที่หิมะตกโปรยปรายเกือบทุกวันอย่างนี้ คงไม่สามารถหาหญ้าได้ หมู่บ้านแห่งหิมะจึงต้องสั่งหญ้าและฟางแห้งจากเมืองที่อบอุ่นกว่าในละแวกใกล้เคียงให้มาส่ง ถึงแม้ว่าทางหมู่บ้านจะมีกักตุนไว้บ้าง แต่ก็คงจะไม่พอให้คนทั้งหมู่บ้านใช้ตลอดหน้าหนาวนี้ นายลอเรนซ์ยังดีใจที่หัวหน้าหมู่บ้านไม่ได้รังเกียจเขามากเหมือนคนในหมู่บ้านคนอื่นๆ อย่างน้อยๆหัวหน้าหมู่บ้านก็ยังแบ่งหญ้าและฟางแห้งให้ และพยายามจะพูดให้คนอื่นๆในหมู่บ้านเข้าใจว่าลอเรนซ์ก็สมควรจะได้รับการยอมรับว่าเป็นคนหนึ่งในหมู่บ้านได้แล้ว

" พ่อจ๋า ให้ลูเซียไปด้วยนะ ลูเซียอยากไปช่วยขนหญ้ามาให้เจ้ามู นะ นะ " เสียงใสแจ๋วปนอ้อนเล็กๆของเด็กหญิงตัวน้อยดังขึ้น ขณะพ่อและพี่ชายของเธอกำลังจะออกไปที่โรงนา
" ไม่เป็นไรนะ ลูเซีย พ่อกับลูคัสไปแค่แปปเดียว เดี๋ยวก็กลับแล้ว พ่อรู้ว่าลูเซียรักมูมาก แต่อยู่ช่วยแม่ทำอาหารอุ่นๆให้พ่อกับพี่ ตอนออกไปขนฟางมา ดีกว่านะ " ผู้เป็นพ่อตอบ
" ใช่แล้ว ลูเซีย พี่จะรอกินซุปร้อนๆนะ เพราะงั้นน้องอยู่กับเจ้าพิกซี่ คอยช่วยแม่ทำอาหารนะ " ผู้เป็นพี่ชายกล่าวขึ้นบ้าง
" แต่........"
" มาเถอะ ลูเซีย ไปช่วยแม่ทำซุปดีกว่านะ " เมื่อผู้เป็นแม่พูดขึ้น เด็กหญิงตัวน้อยจึงจำใจต้องเดินตามแม่เข้าครัวไปพร้อมกับเจ้าพิกซี่ ลูคัสรู้ดีว่าลูเซียเพียงแต่ต้องการออกไปเดินดูรอบๆหมู่บ้าน เพื่อเปิดหูเปิดตาบ้าง โดยเอามู เจ้าแกะตัวอ้วนที่ครอบครัวเขาเลี้ยงไว้รีดน้ำนมเป็นข้ออ้าง แต่ดูเหมือนทุกคนในบ้านจะคิดว่าลูเซียยังไม่พร้อมที่จะต้องพบเจอกับสายตาเย็นชาของคนในหมู่บ้าน พวกเขาจึงต้องทำทุกวิธีทางเพื่อที่จะปกป้องเจ้าหญิงตัวน้อย ผู้แสนสำคัญของบ้านไว้

ลอเรนซ์และลูคัสกำลังจะเดินถึงโรงนากลางหมู่บ้าน ทั้งสองก็ได้ยินเสียงโวกเวกดังแว่วมาจึงรีบเดินเข้าไปดู
" ท่านควรจะกลับไปก่อนที่รถไฟจะออกนะ ท่านลุง " เสียงชายหนุ่มคนหนึ่งดังขึ้น
" ใช่แล้วละ ที่นี่ไม่มีที่พักที่จะให้ท่านพักอยู่ตั้งครึ่งเดือนได้หรอกนะ " อีกเสียงก็เห็นด้วยเช่นกันนั่นเองเป็นที่มาของเสียง นายลอเรนซ์คิดดังนั้น จึงเข้าไปถามหัวหน้าหมู่บ้าน และได้รู้ว่า ชายวัยกลางคนผมสีทองเริ่มมีผมขาวแซมนิดๆ นัยน์ตาสีฟ้า กำลังต้องการที่พัก หลังจากการเดินทางที่ยาวนาน เพราะตนเจ็บแผลที่ขาไม่สามารถนั่งรถไฟต่อไปได้ไหวและเป็นที่รู้กันว่าคนทั้งหมู่บ้านไม่ได้ต้องการให้คนแปลกหน้ามาพักอาศัยอยู่ นายลอเรนซ์เห็นสีตาและสีผมของชายผู้นั้นแล้วก็เข้าใจขึ้นทันที
" ท่านลุง ไปพักที่บ้านข้าก็ได้นะ " ในที่สุดนายลอเรนซ์ก็พูดออกไปทุกคนที่รุมล้อมอยู่กับชายแปลกหน้าหันมามองต้นเสียงเป็นตาเดียวกัน
" เจ้าคนจร เจ้าไม่ต้องพูดดีไป ที่ตอนนี้เจ้ายังอยู่ในหมู่บ้านได้ ก็เพราะลิลลี่นะ รู้ไว้ซะด้วย " เสียงชายหนุ่มคนหนึ่งกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่เป็นมิตร และนั่นเป็นชนวนให้อีกหลายๆเสียง พากันกล่าวขึ้นในลักษณะเดียวกัน
" เอาละๆ พอได้แล้ว ข้าจะตัดสินเอง เวนซ์ ข้าเคยพูดหลายครั้งแล้วนะ เรื่องลอเรนซ์น่ะ เจ้าควรจะยอมรับเขาเป็นคนหนึ่งในหมู่บ้านได้แล้ว เขายังเคยนำเมล็ดพืชที่ปลูกในเรือนกระจกมาแจกจ่ายให้พวกเราเลยไม่ใช่หรอ หรือว่าเจ้าจะลืมไปแล้ว "
เสียงหัวหน้าหมู่บ้านดังขึ้น กลบเสียงจ้อกแจ้กจอแจที่กำลังดังอยู่ได้เงียบสนิท
" ก็ได้ ท่านหัวหน้า แต่ข้าก็บอกท่านแล้วว่า หวังว่าจะไม่มีคนอื่นอีก ยังไงละท่าน " เสียงจากเวนซ์ยังดังขึ้นอีก
" แต่ชายผู้นี้ เดินทางต่อไม่ไหวนี่ท่านเวนซ์ เพียงแค่ให้เขาพักอยู่ที่บ้านข้า แค่15คืนเท่านั้น ข้ารับรอง จะไม่ให้เค้ามาเดินเผ่นผล่านในหมู่บ้านตอนกลางวันแน่นอน " เสียงออกความเห็นจากผู้มีนัยน์ตาสีแดง ผมเงินกล่าวขึ้น
" เอาเป็นว่า ตกลงตามนี้ละกันนะ เวนซ์ ... เอ้า คนอื่นๆ ไปขนฟางกับหญ้าแห้งได้แล้ว " หัวหน้าหมู่บ้านกล่าวขึ้น
หลังจากนั้นชาวบ้านคนอื่นๆ ก็แยกย้ายกันไปขนข้าวของของตัวเอง
" ยังไงก็ขอบใจเจ้าจริงๆนะ ลอเรนซ์ เอาละ ไปเอาฟางของเจ้าเถอะ " หัวหน้าหมู่บ้านกล่าวขอบใจลอเรนซ์ก่อนจะเดินไปช่วยจัดแบ่งฟางให้คนอื่นๆ

เมื่อตะวันส่องแสงเจิดจ้าเหนือหัวของทุกคนในหมู่บ้าน นายลอเรนซ์ก็เสร็จจากภารกิจขนหญ้าแห้งและตรงที่จะกลับบ้าน
" กลับมาแล้วจ้า " ลอเรนซ์กล่าวขณะกำลังเดินเข้าบ้าน และเป็นช่วงเวลาเดียวกันที่ลูเซียวิ่งมาถึงหน้าบ้านพอดีเพราะเห็นพ่อและพี่ชายของเธอจากห้องครัว
" พ่อ พี่ชาย กลับมาแล้วหรอ ลูเซียทำอาหารเสร็จพอดีเลย " เสียงเล็กๆดังขึ้น
" แหม แม่ทำต่างหากไม่ใช่หรอ ลูเซีย " ผู้เป็นพี่ชายกล่าวเหน็บแนมด้วยความเอ็นดู
" โธ่ พี่ก็... เหมือนๆกันนั่นแหละ " เจ้าน้องสาวตัวดียังคงเถียงไม่เลิก
" อ๊ะ มีคุณลุงมาด้วย สวัสดีค่ะคุณลุง หนูชื่อลูเซียค่ะ"
หลังจากแนะนำตัวกันสักพัก ทั้งหมดก็นั่งพร้อมกันที่โต๊ะอาหารเล็กๆกลางห้องนั่งเล่น และทานอาหารฝีมือลิลลี่กับลูเซีย ที่รู้สึกว่าลูเซียจะช่วยยุ่งซะมากกว่า ส่วนเจ้าพิกซี่ก็นั่งกินอาหารของมันอยู่ข้างๆเตาพิงที่ประจำของมัน โดยไม่ได้เห่าใส่คนแปลกหน้าที่มาพร้อมกับเจ้านายของมันเลย เหมือนกับว่ามันรู้ว่าคนผู้นี้มาแบบเป็นมิตรและไม่ได้คิดร้ายต่อครอบครัวเลอเบลล์นี้

ทั้งหมดจึงได้รู้อีกว่า ชายวัยกลางคนผู้นี้ คุยได้ถูกคอกับนายลอเรนซ์เป็นอย่างมาก พวกเขาคุยกันถึงเรื่องโลกภายนอกที่ราล์ฟ พี่ชายลอเรนซ์มักจะแวะมาบอกข่าวสารอยู่ทุกๆ2-3เดือน และยังเรื่องสมุนไพรต่างๆ เพราะทั้งสองคนต่างเป็นนักพฤกษศาสตร์ที่สนใจในเรื่องสมุนไพรเหมือนๆกันหลังจากทานอาหารกลางวันมื้อใหญ่ไปแล้วลอเรนซ์ก็ดูบาดแผลที่ขาขอแขกผู้มาเยือน และกล่าวว่าบาดแผลคงหายอีกไม่ช้า แต่ตอนนี้อากาศที่หนาวมากทำให้แผลเกิดปวดขึ้นมา เขาจึงทายาสมุนไพรให้ และยังคงคุยติดลมอยู่กับนายผู้สูงวัยกว่าอยู่นานจนล่วงเลยมาถึงช่วงเวลาน้ำชายามบ่าย และมื้อเย็นในที่สุด หลังจากมื้อเย็นผ่านไป บุรุษที่ชื่อทานาส ลาคัสผู้นี้ยังคงสร้างเสียงหัวเราะให้กับ ทุกคนในบ้านโดยการเล่นกลเล็กๆน้อยๆที่ลูเซียดูจะชื่นชอบมากเป็นพิเศษ

" นี่ใกล้ถึงเทศกาลคริสต์มาสแล้วสินะ " เสียงทุ้มลึกจากคนหน้าใหม่ในบ้านกล่าวขึ้นขณะลูเซียกำลังนั่งเล่นกับเจ้าพิกซี่ใกล้ๆต้นคริสต์มาสภายในห้องนั่งเล่น
" ใช่แล้วค่ะ ลูเซียได้ของขวัญจากลุงซานต้าทุกปีเลยด้วย " เสียงเล็กใสดังก้องกังวาลตอบกลับ
" อย่างนั้นหรอ ดีจริงๆนะ แล้วปีนี้ขออะไรจากลุงซานต้าละ ลูเซีย "
" เป็นความลับค่ะ หนูบอกแต่พี่ลูคัสคนเดียวทุกปี แต่คุณลุงซานต้าก็ให้สิ่งที่หนูอยากได้ทุกปีเลยค่ะ "
" โอ้... หนูนี่โชคดีจริงๆนะ "
" ค่ะ แต่ปีนี้หนูขออะไรที่ยากมาก ไม่รู้ลุงซานต้าจะทำให้ได้รึเปล่านะสิค่ะ " เสียงเล็กใสในตอนนี้กลับม่นลงไปอย่างเห็นได้ชัด และเมื่อทานาสเห็นดังนั้น เขาจึงเปลี่ยนเรื่องไปพูดถึงดินฟ้าอากาศแทน

2วันผ่านไป ในวันที่หิมะยังคงตกหนักอยู่เหมือนวันก่อนๆ คนในหมู่บ้านส่วนใหญ่เก็บตัวหาความอบอุ่นจากบ้านของพวกเค้า ปล่องไฟของทุกบ้านในหมู่บ้านหิมะปล่อยควันสีขาวม่นล่องลอยปะปนไปกับหมอกที่ปกคลุมอยู่ทั่วหมู่บ้าน และเช่นเดียวกับบ้านอื่นๆในหมู่บ้าน บ้านของครอบครัวเลอเบลล์ก็เช่นกัน...
" ผมต้องขอบคุณ คุณจริงๆนะ ลอเรนซ์ นี่ถ้าไม่ได้คุณผมคงไม่รู้จะไปพักที่ไหนได้ และคุณยังต้องช่วยดูแลแผลที่ขาของผมอีกต่างหาก " เสียงพูดคุยในห้องนั่งเล่นของบ้านเลอเบลล์ดังขึ้นอีกครั้ง หลังจากลิลลี่และลูกทั้งสองเข้านอนไปแล้ว โดยการเริ่มบทสนทนาจากแขกผู้มาเยือน
" ไม่ต้องขอบอกขอบใจอะไรมากนักหรอก คนเราเวลาเดือดร้อนก็ต้องช่วยเหลือกันเป็นเรื่องธรรมดา " เสียงตอบกลับจากเจ้าของบ้านผู้ที่ตอนนี้นั่งจิบชาสมุนไพรอุ่นๆที่ปลูกจากเรือนกระจกของเขาเอง
" จะว่าไป ชานี่รสชาติดีมากจริงๆนะ ไม่น่าเชื่อว่าคุณจะปลูกมันขึ้นได้ทั้งๆที่สภาพอากาศภายนอกเลวร้ายขนาดนี้ "
" ขอบคุณครับ เพียงแต่ต้องใส่ใจกับมันมากเป็นพิเศษเหมือนกัน "
" 2-3วันนี่ ผมเห็นคุณอ่านหนังสืออะไรตั้งดึกๆดื่นๆ อย่าหาว่าผมสอดรู้เลยนะครับ มีเรื่องกลุ้มใจอะไรที่ผมช่วยได้ ผมก็อยากจะตอบแทนคุณ "
" ผมต้อนรับแขก ด้วยความเต็มใจนะ ทานาส แล้วก็เรื่องกลุ้มใจที่ผมกลุ้มมาหลายปีแล้วก็คงมีอยู่เรื่องเดียว " ลอเรนซ์เริ่มเล่าถึงเรื่องสมุนไพรแสงจันทร์และโรคประหลาดวูฟฟ์ครายที่เขาต้องการจะหาทางสกัดยามารักษามันให้ได้
" เจ้าโรคนี่มันร้ายกาจจริงๆด้วย แต่ผมพอจะหาเงื่อนงำให้คุณได้บ้างนะ ลอเรนซ์ " ชายสูงวัยกว่าตอบกลับ
" จริงหรอ!!! ทานาส งั้นถ้าคุณไม่ว่าอะไรช่วยเล่าให้ผมฟังหน่อยจะได้มั้ย " เสียงตื่นเต้นเป็นของบุรุษนัยน์ตาแดงผมสีเงินที่ตอนนี้นัยน์ตาของเขาที่เป็นสีแดงอยู่แล้วลุกวาวราวกับไฟ



"อันชื่อนั้นช่างสำคัญเสมอเหมือน
ภายในเดือนหนึ่งหนึ่งจักพบสอง
ยามแรกเท็จอีกยามจริงหากเมียงมอง
ยามที่ปรอง เลื่อนห่างกันชั่วเจ็ดคืน

ออกเดินทางเมื่อตะวันสิ้นฟากฟ้า
หากนภาไร้เมฆาสว่างไสว
จงใช้นามนามนั้นนำเจ้าไป
สิ่งจักใคร่จักพบใกล้ฟ้าเอย"

หลังจากทานาสอ่านกลอนที่เป็นเงื่อนงำจากสมุดของเขาจบ เขาก็ยังกล่าวต่ออีกว่า นั่นเป็นกลอนที่เขาได้รับมาจากหมู่บ้านหนึ่งในระแวกนี้เมื่อหลายสิบปีก่อนว่าเป็นกลอนที่กล่าวถึงวิธีหาต้นสมุนไพรแสงจันทร์ต้นนั้น ทานาสมักจะพกสมุดสีดำขนาดพอดีมือไว้สำหรับจดสิ่งต่างๆที่เค้าพบเจออยู่เสมอ มันเป็นเหมือนแหล่งความรู้ที่เขาได้จากการเดินทางที่ยาวนาน แต่เขาก็ไม่สามารถตีความของกลอนนี้ไปได้มากกว่าลอเรนซ์ที่ได้ฟังเป็นครั้งแรก
ส่วนทางด้านนายลอเรนซ์ เมื่อฟังจบก็ขอตัวไปค้นหาความหมายของกลอนนั้น
ขณะที่หิมะยังคงโปรยปรายอยู่ภายนอกบ้าน ยังความหนาวส่งผ่านให้แก่ตัวบ้าน หากไม่มีเตาผิงที่คอยช่วยทำหน้าที่ขจัดความหนาวเหน็บนั้น คนในบ้านคงไม่อาจนอนหลับอย่างเป็นสุขได้ เพียงแต่ลอเรนซ์ยังไม่เข้านอน เขายังคงเปิดตำราหาความหมายที่อาจถูกซุกซ่อนอยู่ในกลอนนั้น...


เรื่อง by Moonlight~เห็ดน้อย

ชื่อเรื่อง: Moonlight's Miracle ตอนปลาย

แนว: Smooth Piece

แต่ง: ฉลองวันคริสต์มาส + อากาศเป็นจายมั่กๆ


" โอย หนาวจังแฮะ แถมมือก็เริ่มแข็งแล้วอีกต่างหาก จะไปต่อได้มั้ยเนี่ย... "
" หรือว่าเราควรจะหยุดพักก่อน ไม่ได้สิ เวลาไม่มีแล้ว ต้องรีบไปต่อก่อนพระอาทิตย์จะขึ้น... "
เสียงบ่นพำพึมดังมาจากปากของชายผู้มีนัยน์ตาสีแดง และเรือนผมสีเงินนามลอเรนซ์ เลอเบลล์ผู้ที่ตอนนี้กำลังพยายามฝ่าลมหนาวอยู่บนหุบเขาที่สูงที่สุดของหมู่บ้านแห่งหิมะ ขณะนี้ลมหนาวและหิมะกำลังพัดถาโถมให้ความเย็นนั้นกัดกินเข้าไปจนถึงขั้วหัวใจ เรือนผมสีเงินของชายหนุ่มสะท้อนต้องแสงจันทร์สีเงินวิบวับ ราวกับกำลังจะท้าทายเขา ผู้ซึ่งพยายามจะเข้าใกล้มัน...

นั่นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในหนึ่งสัปดาห์หลังจากคืนนั้น คืนที่ลอเรนซ์ได้รับกลอนปริศนาจากทานาส
ชายปริศนา ที่เป็นแขกคนแรกของครอบครัวเลอเบลล์...

ย้อนกลับไปหนึ่งสัปดาห์ที่แล้ว...

" ลูเซีย วันนี้เราไปเล่นปั้นตุ๊กตาหิมะกันนะ แม่บอกว่าพ่อไม่ว่างสอนหนังสือให้พวกเราละ "
เสียงสดใสจากผู้เป็นพี่ชายเอ่ยขึ้นกับน้องสาว
" เย้ ปั้นหิมะ ลูเซียอยากปั้นสโนว์แมนจัง ว่าแต่คุณพ่องานยุ่งหรอค่ะพี่ " เสียงใสดังก้องกังวาล
ตอบกลับมาจากน้องสาวฝาแฝด
" คงอย่างงั้นแหละ ท่าทางพ่อจะได้เงื่อนงำเกี่ยวกับเจ้าสมุนไพรงี่เง่านั่นแล้วละ "
" พี่ พูดอย่างนั้นเดี๋ยวก็โดนคุณพ่อดุหรอก "
" ก็ถ้าเจ้าสมุนไพรบ้านั่นหาได้ง่ายๆ พ่อก็คงไม่ต้องเหนื่อยนะสิ ลูเซีย "
" เรื่องนั้นมันก็จริง แต่คุณพ่อบอกว่ามันเป็นยาวิเศษนะ ยังไงก็อย่าเรียกมันอย่างนั้นเลย "
เสียงขู่ฟ่อจากน้องสาวผู้ดื้อรั้นตอบกลับ
" โอเคๆ ต่อไปนี้พี่จะไม่เรียกมันอย่างนั้นละ ไว้คิดชื่ออื่นออกก่อนละกัน " ถ้อยคำในประโยคสุดท้าย ลูคัสกล่าวเหมือนเสียงกระซิบ แต่เจ้าน้องสาวผู้ดื้อรั้นแล้วแถมยังหูไวด้วยก็ทำท่าจะพูดอะไรขึ้นมาอีกทันที เพียงแต่ถูกขัดด้วยเสียงเห่าของเจ้าพิกซี่ เหมือนกำลังจะบอกว่าอยากออกไปเล่นหิมะนอกบ้านแล้ว ดังนั้นสองพี่น้องจึงหยุดโต้เถียงกันและออกไปปั้นสโนว์แมนเล่นใกล้ๆเรือนกระจกข้างๆตัวบ้าน โดยมีเจ้าหมาหนุ่มขนสีขาวคอยดูแลอยู่ใกล้ๆ

ตะวันกำลังเคลื่อนคล้อยต่ำ แสงจันทร์ใกล้จะย่ำกรายมาแทนที่ ยามเย็นที่ใกล้จะผ่านพ้นไปดั่งเช่นทุกวัน เพียงแต่เสียงดังโวกเวกที่ไม่เหมือนปกติเฉกเช่นทุกวันกำลังดังขึ้นเข้ามาใกล้บ้านที่มีเรือนกระจกสีขาวที่ตั้งห่างไกลออกไปจากบ้านอื่นในหมู่บ้าน...

ปึงๆๆๆๆ เสียงเคาะประตูถี่รัวดังมาจากประตูบ้านของครอบครัวเลอเบลล์ ในขณะที่ทุกคนในครอบครัวรวมถึงแขกต่างแดน ทานาส ลาคัสกำลังทานน้ำชาหลังอาหารมื้อเย็นกันอยู่
" เดี๋ยวพ่อไปดูเอง " นายลอเรนซ์พูดขึ้น
หลังจากนั้นเวลาก็ผ่านไปชั่วอึดใจ เสียงของนายลอเรนซ์ตะโกนก็ดังขึ้นเป็นครั้งแรก
" ลิลลี่ เอาน้ำอุ่นกับผ้าขนหนูมาให้หน่อย "
เมื่อลิลลี่ผู้เป็นภรรยาได้ยินดังนั้น จึงรีบออกจากห้องนั่งเล่นไปหาของที่สามีตนต้องการ ส่วนเด็กฝาแฝดทั้งสองกำลังถูกทานาสพาขึ้นไปบนห้องนอน หลังจากลอเรนซ์สั่งให้ทั้งสองเข้านอนได้แล้ว

" ลุงทานาสค่ะ หนูยังไม่อยากนอนเลย ทำไมคุณพ่อถึงทำอย่างนี้ละค่ะ หนูยังไม่ได้ฟังเรื่องเล่าจากลุงทานาสเลย " เสียงใสปนผิดหวังดังจากเด็กหญิง
" พ่อเค้าก็มีเหตุผลของเค้า สิ่งที่ดีที่สุดเขาต้องมอบให้ลูเซียกับลูคัสแน่นอนอยู่แล้ว ส่วนเรื่องเล่าพรุ่งนี้ลุงจะเล่าให้ฟังนะ เพราะฉะนั้นตอนนี้นอนได้แล้วล่ะ เชื่อฟังคุณพ่อ เป็นเด็กดี จะได้ของขวัญจากลุงซานต้าไง "
หลังจากการพูดเกลี้ยกล่อมเด็กหญิงอยู่นาน เด็กหญิงที่มีเรือนผมยาวสีเงินถึงกลางหลังก็กระโดดขึ้นเตียงเตรียมตัวจะนอน ในขณะที่ลูคัสก็เข้าใจและกระโดดขึ้นเตียงของตนบ้างเช่นกัน
" นั่นละ ดีมากทั้งสองคน เป็นเด็กดีนอนไปนะ ลุงจะลงไปช่วยพ่อของพวกหนูก่อน " นัยน์ตาสีฟ้าใสของผู้พูดเป็นประกายบ่งถึงถึงความใจดีจากผู้เป็นเจ้าของ
หลังจากทานาสออกไปจากห้องแล้ว ลูคัสและลูเซียก็พยายามคาดเดาว่าพวกผู้ใหญ่กำลังทำอะไรกันอยู่ข้างล่างบ้านกันแน่ คิดยังไงก็คิดไม่ออกจนกระทั่งทั้งสองผล็อยหลับไปในที่สุด...

" นี่มัน...ไม่น่าเป็นไปได้ " เสียงทุ้มลึกที่ตอนนี้ปนด้วยความตกใจอย่างเห็นได้ชัด ดังมาจากบุรุษที่เพิ่งลงมาจากห้องนอนของเด็กๆทั้งสอง
" ใช่ ไม่น่าเป็นไปได้ ทานาส แต่มันกำลังเริ่มอีกแล้ว ชั้นกลัวเวลานี้จะมาถึงจริงๆ " เสียงตอบกลับจากชายนัยน์ตาสีแดง ที่ตอนนี้ดูจะเศร้ามากเมื่อได้เห็นสิ่งที่เค้าไม่ต้องการเห็นในช่วงเวลานี้
" พวกนายพูดอะไรกันนะ ตกลงเรนเซ่เป็นอะไรกันแน่ บอกมานะ " เสียงชายหนุ่มดังขึ้น
" ใจเย็นๆก่อนนะเวนซ์ แล้วก็รักษาท่าทีด้วย เอาละ ลอเรนซ์ช่วยบอกพวกเราทีว่าหนูเรนเซ่เป็นอะไรกันแน่ " หัวหน้าหมู่บ้านกล่าวขึ้นด้วยท่าทีที่พยายามทำให้สถานการณ์ตอนนี้สงบที่สุด
ลอเรนซ์เงียบไปอึดใจ ก่อนจะตัดสินใจพูดขึ้นอีกครั้ง
" หนูเรนเซ่เป็นน้องสาวของเจ้าใช่มั้ย เวนซ์ "
" ใช่แล้ว พ่อกับแม่ข้าออกไปหาท่านหมอต่างเมืองตั้งแต่ปลายเดือนที่แล้วแล้ว "
" แล้วก่อนหน้านี้เรนเซ่มีอาการไม่หนักใช่มั้ย เป็นบ้างหายบ้างใช่รึเปล่า คงเป็นมาร่วม2-3เดือนแล้วสินะ "
" ...เจ้า รู้ได้ยังไงว่าเรนเซ่เป็นมาตั้งนานแล้ว ครอบครัวเราไม่เคยบอกใคร " เสียงบ่งบอกถึงความตกใจดังขึ้นจากชายหนุ่มที่มีนัยน์ตาและเรือนผมสีทองแดงเหมือนดั่งชาวบ้านคนอื่น
" ก็เพราะว่านี่ไม่ใช่อาการที่ข้าเห็นเป็นครั้งแรกน่ะสิ ข้าถึงได้รู้ " ขณะที่นัยน์ตาสีเงินของผู้ตอบดูหมองลงอย่างเห็นได้ชัด
" เรนเซ่ เพิ่งจะมีอาการแบบนี้เป็นวันแรกใช่มั้ย " คราวนี้เป็นเสียงจากทานาสที่ดังขึ้นบ้าง
" เจ้าคนต่างถิ่น อย่ามาแตะน้องสาวข้านะ " เสียงคำรามจากเวนซ์ดังขึ้นอีกครั้ง
" ไม่เอาน่า เวนซ์ ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคืออะไร เจ้าก็รู้ดีไม่ใช่หรอ ขนาดพ่อแม่เจ้าที่เป็นหมอประจำหมู่บ้านยังไม่รู้เลยว่าลูกสาวตัวเองเป็นโรคอะไร จนต้องไปหาสาเหตุจากหมอของหมู่บ้านอื่นเลยนะ" หัวหน้าหมู่บ้านพยายามพูดไม่ให้เกิดอีกศึกท่ามกลางสถานการณ์อันตึงเครียดนี้ และดู
เหมือนเวนซ์จะใจเย็นลงบ้าง หลังจากเด็กหญิงเรนเซ่ตัวน้อยที่ดูจะอายุน้อยกว่าลูคัสและลูเซียหลายปีทีเดียว กำลังเพ้อถึงพ่อแม่ขณะที่ไม่ได้สติดีอยู่นั้น
" ข้าคงต้องบอกเรื่องที่น่ากับตกใจกับพวกท่านว่า หนูเรนเซ่คงจะอยู่ได้อีก10กว่าวัน หากว่าเราหายามารักษาไม่ได้ "
เพียงแค่คำพูดประโยคนี้ประโยคเดียวของลอเรนซ์กลับทำให้เวนซ์ที่รอฟังอยู่นั้น แทบจะทนฟังไม่ได้ทีเดียว
" เจ้า..เจ้าเอาอะไรมาพูด น้องข้าไม่ได้อาการหนักขนาดนั้น เดี๋ยวเธอก็หายแล้ว ใช่มั้ย ท่านหัวหน้าหมู่บ้าน " น้ำเสียงของเวนซ์ตอนนี้สั่นเครืออย่างเห็นได้ชัด
" ข้าคงต้องขอพูดตรงๆว่า นี่เป็นอาการเดียวกับพ่อตาข้า ชาลี สเตสันที่เสียชีวิตไปเมื่อ 6 ปีที่แล้ว"
ลอเรนซ์กล่าวขึ้นขณะมองหน้าลิลลี่ผู้เป็นภรรยา ความเศร้าโศกที่พวกเค้าไม่เคยลืมเลือนไปจากใจเมื่อ6ปีที่แล้ว กำลังแพร่ซ่านไปทั่วทั้งห้อง ท่ามกลางเสียงดังจากไฟในเตาผิงที่ปะทุอยู่เป็นเนืองๆ" จริงๆหรอเนี่ย โธ่ ไม่น่าเลย " หัวหน้าหมู่บ้านอุทานออกมา ในขณะที่พี่ชายของเด็กหญิงผู้ซึ่งขณะนี้ดูเหมือนจะไม่สามารถรับฟังอะไรได้อีกแล้ว สติที่เหมือนเชือกฟางเส้นสุดท้ายของเค้าได้เลื่อนหลุดไปพร้อมกับลมหนาวที่พัดวูบผ่านมากลางใจและผ่านเลยไป...

หลังจากที่ลอเรนซ์และทานาสพาเวนซ์และเรนเซ่กลับไปพักผ่อนที่บ้าน โดยมีเจ้าพิกซี่คอยตามอยู่ไม่ห่าง บุรุษผู้มีนัยน์ตาสีแดงก็ได้บอกกับหัวหน้าหมู่บ้านว่าถ้าเวนซ์ตื่นขึ้นมาแล้ว ให้ช่วยบอกเค้าด้วยว่าเรนเซ่จะไม่เป็นอะไรหากตัวเขาหาสมุนไพรที่จะใช้รักษาเจอซึ่งตอนนี้เขาก็ได้เงื่อนงำและสามารถไขปริศนาออกเพียงบางส่วนแล้ว...

หลังจากนั้นลอเรนซ์ ทานาสและเจ้าพิกซี่ก็เดินทางกลับบ้าน ขณะนั้นเองทานาสก็ชวนลอเรนซ์คุยขึ้น หลังจากที่รู้ได้ว่าเพื่อนผู้อายุน้อยกว่าของเขากำลังรู้สึกลำบากใจอย่างเห็นได้ชัด
" พระจันทร์คืนนี้ช่างสวยจริงๆ ว่ามั้ยลอเรนซ์ หิมะก็หยุดตกแล้ว ท้องฟ้าก็โปร่งเสียขนาดนี้ "
" ...... "
" แม้จะมีเพียงครึ่งเสี้ยว แต่พระจันทร์ก็ยังคงให้แสงสว่างกับมนุษย์ทุกคนยามค่ำคืนได้ ช่างวิเศษจริงๆ ที่ไม่ต้องเดินกลับบ้านด้วยความมืดสนิท ท่านว่างั้นมั้ยลอเรนซ์ "
" ...... " ความเงียบยังคงเป็นคำตอบเดียวที่ลอเรนซ์เลือกที่จะตอบ
เมื่อเห็นดังนั้น ทานาสจึงกล่าวขึ้นด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความหวังว่า

" หากชีวิตคนเราเป็นดั่งลม

ขอลมจงพัดนิ่งไม่สั่นไหว

หากเหนื่อยยากขอเจ้าจงปล่อยใจ

ให้คล้อยไหวดั่งเช่นสายลมเอย "

หลังจากที่ลอเรนซ์ได้ฟังชายผู้สูงวัยกว่าพูด เขาจึงฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า ไม่ควรปล่อยให้ตัวเองเครียดขนาดนี้ ขอเป็นดั่งลมที่จะพัดพาความเศร้าสร้อยนี้ไปดีกว่า คิดขึ้นมาได้ ลอเรนซ์จึงกล่าวขอบคุณบุรุษผู้มีนัยน์ตาสีฟ้าวาวแลดูอบอุ่นผู้นี้

เช้าวันต่อมา วันที่18 ธันวาคม อากาศรอบหมู่บ้านยังคงหนาวเหน็บแม้ว่าหิมะจะไม่ร่วงหล่นลงมา ลอเรนซ์ไปเยี่ยมดูอาการของเรนเซ่ตัวน้อยแต่เช้าพร้อมกับยาสมุนไพรที่เขาสกัดขึ้นเพียงเพื่อชะลอโรคร้ายที่คุกคามเด็กหญิงอยู่ให้ช้าลง หลังจากนั้นเขาก็กลับไปนั่งคลุกตัวอยู่ในห้องทำงาน จะออกจากห้องมาเพียงเวลาทานอาหารเท่านั้นและเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยจนเวลาล่วงเลยไปอีก5วัน

เช้าวันที่ 23 ธันวาคม หิมะเริ่มตกโปรยปรายอีกครั้ง ภายในเรือนกระจกสีขาวของบ้านครอบครัวเลอเบลล์ขณะนี้เป็นที่ให้เด็กฝาแฝดชายหญิงเข้ามานั่งเล่นและดูแลสมุนไพรแทนพ่อของทั้งสอง
" เจ้าต้นนั้นต้องรดน้ำมากหน่อยนะลูเซีย " เสียงจากผู้เป็นพี่ชายดังขึ้นขณะเห็นน้องสาวกำลังรดน้ำให้เจ้าสมุนไพรขี้หิวน้ำต้นหนึ่ง
" แหม หนูรู้อยู่แล้วน่า พี่ชายละก็ " น้องสาวตอบกลับด้วยท่าทีฟืดฟาด แต่นั่นกลับไม่ได้ทำให้เด็กฝาแฝดผู้พี่เอ็นดูน้องสาวจอมยุ่งของเขาน้อยลงเลย
" พี่จ๋า อีกสองวันก็วันคริสต์มาสแล้ว แต่ถ้าเด็กคนนั้นยังไม่หายดี บ้านเราคงไม่ได้จัดงานใช่มั้ย "
" งานน่ะ จัดช้าไปหน่อยก็ได้แหละนะ ให้พ่อรักษาเด็กคนนั้นให้หายก่อนดีกว่า ยังไงคริสต์มาสก็มีทุกปีหนิจริงมั้ย "
" แต่.... "
" พ่อของพวกเราเก่งอยู่แล้วใช่มั้ยละ ลูเซียก็รู้หนิ " เสียงพูดจากผู้เป็นพี่พูดขึ้นขณะพรวนดินให้เจ้าดอกไม้สีสดต้นหนึ่ง

"นั่นสิ พ่อต้องรักษาเด็กคนนั้นหายทันก่อนคริสต์มาสแน่ เพราะพี่ชายขอให้พ่อหาสมุนไพรวิเศษนั่นได้ จากลุงซานต้านิน่า " เด็กหญิงตัวน้อยตอบกลับด้วยท่าทีใจชื้นขึ้นเพราะไม่อยากพลาดงานรื่นเริงที่นานทีปีหนจะมีสักครั้ง
" ใช่ และหวังว่าลูเซียก็จะได้อย่างที่น้องขอนะ หึหึ เจ้าสมุนไพรพระอาทิตย์นั่น เสร็จพ่อแน่งานนี้ "
" พี่!!! เอาอีกแล้วนะ สมุนไพรแสงจันทร์ต่างหาก พี่นี่ละก็ "
เสียงขู่ฟืดฟาดจากผู้เป็นน้องสาวเรียกเสียงหัวเราะให้กับพี่ชายของเธอได้เป็นอย่างดี

โฮ่งๆๆ เสียงเห่าจากเจ้าพิกซี่ดังขึ้นเหมือนจะเรียกให้เด็กทั้งสองรู้เวลาอาหารมื้อกลางวันที่ใกล้จะมาถึง เด็กทั้งสองจึงวางมือจากงานที่ทำอยู่และเดินเข้าบ้าน และก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นพ่อของพวกเขากำลังคุยอยู่กับแขกคนสำคัญของบ้านบนโต๊ะอาหารในห้องนั่งเล่น
" พ่อ หาวิธีเจอแล้วหรอฮ่ะ " ลูคัสกล่าวขึ้น
" ยังหรอก แต่พ่อรู้แล้วละว่ามันใกล้แล้ว พ่อโชคดีจริงๆที่ได้ทานาสคอยช่วย " เสียงจากผู้เป็นพ่อตอบ

" และแน่นอนกำลังใจจากพวกลูกๆแล้วก็ลิลลี่ด้วย " ลอเรนซ์รีบพูดขึ้นหลังจากเห็นหน้าลูกสาวตัวน้อยที่กำลังจะเริ่มเถียงอะไรสักอย่าง จากนั้นลอเรนซ์จึงเดินเข้าไปในครัวเพื่อช่วยนางลิลลี่ยกอาหารออกมาเสิร์ฟ
" ลุงทานาสค่ะ ถ้าสิ้นเดือนแล้วลุงก็จะไปแล้วหรอค่ะ " เสียงเล็กๆจากเด็กหญิงถามขึ้น
" ใช่แล้วละ ลุงจะไปจากหมู่บ้านนี้ วันที่ 30 ที่รถไฟออกนั่นแหละ " เสียงทุ้มลึกตอบ
" ลุงน่าจะอยู่กับพวกเราต่อนะฮ่ะ ผมชอบเรื่องเล่าของลุง " เสียงจากเด็กชายดังขั้นบ้าง
" ฮ่าๆๆ เห็นทีคงไม่ได้หรอก ลุงชอบเดินทาง แต่ถ้าพ่อของเธอยังหาสมุนไพรวิเศษไม่เจอ ลุงคงต้องอยู่ช่วยต่อ "
" แต่หนูอยากให้คุณพ่อหาเจอนะค่ะ แล้วก็อยากให้คุณลุงอยู่ต่อด้วย "
" ลูเซีย โลภมากจังเลยนะ " เสียงล้อเลียนปนขำจากผู้เป็นพี่ตอบ
" หรือว่าพี่ลูคัสไม่อยากละ ฮึ " เด็กหญิงตัวน้อยพูดเสร็จก็ค้อนเข้าให้ทีนึง
" ฮ่าๆๆ ลุงดีใจจริงๆที่พวกเธอทั้งสองพูดอย่างนี้ พวกหนูต้องคอยเป็นกำลังใจให้พ่อกับแม่นะ "
" ค่ะ/ครับ " เด็กฝาแฝดตอบ

คืนนั้นเอง ลอเรนซ์และทานาสออกไปนั่งทำงานอยู่หน้าบ้านเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศจากคำแนะนำของลิลลี่ คืนนี้เป็นคืนที่อากาศโปร่งแม้จะหนาวเย็น แต่หิมะก็ไม่ได้ร่วงหล่นลงมา ทำให้ทั้งสองที่นั่งอยู่ที่โต๊ะน้ำชาหน้าบ้านเห็นทิวทัศน์รอบๆบ้านได้ทั่ว

ลอเรนซ์รู้สึกใจเย็นลงมากที่ได้กำลังใจจากทุกคนในบ้าน และทานาสที่คอยช่วยเขาไขปริศนาอยู่เสมอ

" อันชื่อนั้นช่างสำคัญเสมอเหมือน
ภายในเดือนหนึ่งหนึ่งจักพบสอง
ยามแรกเท็จอีกยามจริงหากเมียงมอง
ยามที่ปรอง เลื่อนห่างกันชั่วเจ็ดคืน

ออกเดินทางเมื่อตะวันสิ้นฟากฟ้า
หากนภาไร้เมฆาสว่างไสว
จงใช้นามนามนั้นนำเจ้าไป
สิ่งจักใคร่จักพบใกล้ฟ้าเอย "

ลอเรนซ์พึมพำออกมา เพียงแค่นั้นก็ทำให้ผู้สูงวัยกว่าต้องมองมาทางเขาด้วยสายตาคาดหวัง
" ทานาส อีกเพียงอย่างเดียวเท่านั้นที่ข้าไม่รู้ กุญแจดอกสำคัญที่จะไขปริศนาของกลอนบทนี้ได้หมด " เสียงพูดยังคงเป็นของชายผู้มีนัยน์ตาสีแดงเช่นเดิม
" กุญแจดอกนั้นอาจจะอยู่ใกล้ๆตัวท่านก็ได้นะ ลอเรนซ์ " คราวนี้เสียงตอบจากชายนัยน์ตาสีฟ้ากล่าวขึ้นบ้าง
" ข้าก็มีความรู้สึกอย่างนั้นเหมือนกัน ทานาส "
" พรุ่งนี้ก็จะครบอาทิตย์แล้วสินะ หลังจากที่เกิดเหตุในวันนั้น "
" นั่นสิ เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ข้ายังวุ่นวายใจอยู่เลย กลัวว่ากลอนที่ข้าได้จากท่านมานั้นจะไม่ถูกต้อง กลัวว่าข้าจะไม่สามารถครำทางในความมืดมิดนี้ได้ จนกระทั่งท่านพูดถึงดวงจันทร์และสายลมเพื่อให้กำลังใจข้า ยังไงข้าก็ขอขอบคุณท่านมากนะ ทานาส "
" ท่านก็เคยบอกเองไม่ใช่เหรอว่าคนเรามีอะไรที่ช่วยเหลือกันได้ก็ควรจะช่วยกันน่ะ " เจ้าของนัยน์ตาสีฟ้าใสกล่าวขึ้นพร้อมแหงนหน้ามองท้องฟ้าและกล่าวต่อว่า
" พระจันทร์ใกล้เต็มดวงแล้วนิท่าน "
" จริงด้วยสินะ ...... "

และแล้วความเงียบก็เข้าปกคลุมอีกครั้ง ลอเรนซ์ยังคงแหงนหน้ามองพระจันทร์ที่ใกล้จะเต็มดวง แสงจันทร์ในตอนนี้สาดส่องไปทั่วทั้งบริเวณบ้าน เมื่อไม่มีแม้เมฆหมอกแห่งความหนาวเย็นปกคลุม และแล้วทันใดนั้นเองลอเรนซ์ก็รู้สึกชาไปทั้งตัว หัวใจเต้นรัวราวกลองที่ตีเองไม่หยุด ในหัวว่างเปล่า มีเพียงสิ่งเดียวที่นึกถึงได้เมื่อเขาได้เข้าใจมันแล้ว เข้าใจถึงมันทั้งหมดของสิ่งปริศนาที่ถูกซุกซ่อนอยู่ในกลอน...ที่อยู่ของสมุนไพรแสงจันทร์...


" โอย หนาวจังแฮะ แถมมือก็เริ่มแข็งแล้วอีกต่างหาก จะไปต่อได้มั้ยเนี่ย... "
" หรือว่าเราควรจะหยุดพักก่อน ไม่ได้สิ เวลาไม่มีแล้ว ต้องรีบไปต่อก่อนพระอาทิตย์จะขึ้น... "
เสียงบ่นพำพึมดังมาจากปากของชายผู้มีนัยน์ตาสีแดง และเรือนผมสีเงินนามลอเรนซ์ เลอเบลล์ผู้ที่ตอนนี้กำลังพยายามฝ่าลมหนาวอยู่บนหุบเขาที่สูงที่สุดของหมู่บ้านแห่งหิมะ ขณะนี้ลมหนาวและหิมะกำลังพัดถาโถมให้ความเย็นนั้นกัดกินเข้าไปจนถึงขั้วหัวใจ เรือนผมสีเงินของชายหนุ่มสะท้อนต้องแสงจันทร์สีเงินวิบวับ ราวกับกำลังจะท้าทายเขา ผู้ซึ่งพยายามจะเข้าใกล้มัน...

หุบเขาที่สูงที่สุดของหมู่บ้านแห่งหิมะอันเป็นที่ขึ้นของสมุนไพรแสงจันทร์ ณ ยอดเขานั้นคือจุดหมายที่นายลอเรนซ์ เลอเบลล์จะต้องขึ้นไปให้ถึง หลังจากที่เขาตีความจากบทกลอนได้ และเริ่มออกเดินทางมาขึ้นเขานี่ในวันถัดไป

แม้ทางบนหุบเขาจะไม่ชันมาก แต่หิมะที่เริ่มตกโปรยปรายและความหนาวเหน็บนั้น ส่งผลให้ลอเรนซ์เดินทางได้ช้าลง เขาจะต้องเดินต่อเนื่องเป็นเวลากว่า5ชั่วโมงถึงจะขึ้นสู่บนยอดเขา หุบเขาที่คนในหมู่บ้านแห่งหิมะกล่าวว่าเป็นหุบเขาอาถรรพ์ และไม่คิดจะมีใครปีนขึ้นมา แต่ในวันนี้นี่เองลอเรนซ์จะเป็นบุคคลแรกที่จะขึ้นมาตามหาของบางสิ่ง อันจะสามารถช่วยชีวิตเด็กหญิงตัวเล็กๆได้

ก่อนที่เขาจะออกเดินทาง มันเป็นเช้าของวันที่อากาศแปรปรวนด้วยลมหิมะ ดูเหมือนอากาศเมื่อคืนวานที่โปร่งสบายนั้นจะหายไปราวกับความฝัน เขาไปดูอาการของเรนเซ่ก่อนและแจ้งข่าวดีให้แก่เวนซ์ ผู้ที่อาสาจะมาด้วย แต่ลอเรนซ์บอกให้เขาอยู่เป็นเพื่อนและคอยดูแลน้องสาวจะดีกว่าส่วนทางด้านทานาสนั้นขาก็เพิ่งจะหายดี ลอเรนซ์ไม่ต้องการให้เค้าขึ้นไปลำบากด้วย และการเดินทางคนเดียวดูจะง่ายกว่าเนื่องจากไม่ต้องพะว้าพะวงถึงคนข้างหลัง เขาจึงอาสาจะขึ้นไปหาสมุนไพรแสงจันทร์ด้วยตนเองเพียงลำพัง

การเดินทางขึ้นเขาไม่ใช่สิ่งที่ลอเรนซ์ถนัดนัก เขาจึงต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะชินกับมัน แรกๆเขาก็ลื่นล้มเพราะความลื่นของหิมะบ้าง แต่เมื่อเริ่มชินกับมัน ดูแล้วทุกอย่างคงไม่ยากเกินความสามารถนัก

.... น่าแปลกที่เมื่อขึ้นถึงยอดเขา อากาศที่แปรปรวนอยู่ด้านล่างกลับเงียบสงบลงอย่างเห็นได้ชัด ท้องฟ้าเริ่มปลอดโปร่งขึ้นมาอีกครั้ง ยอดเขาที่กว้างไม่มากเมื่อเทียบกับหุบเขาทั้งเขาเมื่อมองจากด้านล่าง ลอเรนซ์มองนาฬิกาข้อมือของเขา ซึ่งเป็นเวลาใกล้จะตี4แล้ว เขาเริ่มพึมพำกับตัวเองอีกครั้ง....
" เราต้องรอเวลา ให้เมฆพวกนี้พ้นดวงจันทร์ไปซะก่อน "
ลอเรนซ์รอสักพัก แล้วเหล่าเมฆาก็เป็นใจ เคลื่อนตัวผ่านดวงจันทรา ให้แสงจันทร์สีเงินงวงจากดวงจันทร์ทรงกฤตสาดส่องลงมาต้องทุกสิ่งที่อยู่บนหุบเขานี้ แล้วลอเรนซ์ก็ได้เห็นมัน สมุนไพรแสงจันทร์ สีเหลืองนวลที่กำลังเบ่งบานรองรับกับแสงจันทร์ที่พาดผ่าน ขึ้นเป็นกลุ่มอยู่ทางซ้ายมือของเขา ลอเรนซ์ไม่รอช้ารีบเก็บสมุนไพรนั้นใส่ขวดแก้วที่เตรียมมาด้วยความรีบร้อนเหมือนกลัวว่ามันจะหายไปต่อหน้าเขาในทันที หลังจากที่ลอเรนซ์ปิดฝาให้แน่นสนิท ก่อนออกเดินทางลงจากหุบเขา แต่เขายังไม่ลืมที่จะลอบมองความอัศจรรย์ของต้นสมุนไพรประหลาด ที่ขณะนี้หายไปพร้อมกับความมืดเมื่อหมู่เมฆเคลื่อนบดบังดวงจันทร์

ในวันที่ 25 ธันวาคม หิมะโปรยปรายลงช้าๆดั่งเช่นทุกวันที่อากาศหนาวในฤดูนี้จะทำให้เกิดได้ แต่บรรยากาศรอบหมู่บ้านกลับอบอุ่นขึ้นมาทันที เมื่อทุกคนได้ทราบข่าวว่านายลอเรนซ์ เลอเบลล์ บุรุษที่พวกเขาคิดว่าเป็นคนต่างถิ่นน่ารังเกียจคนนั้นได้สร้างปาฏิหาริย์โดยรักษาโรคประหลาดของเด็กหญิงนามเรนเซ่ได้ ผู้ที่ดีใจที่สุดเห็นจะเป็นเวนซ์ พี่ชายของเจ้าหล่อน ที่กล่าวขอบคุณลอเรนซ์เป็นการใหญ่และอาสาออกไปปล่าวประกาศบอกทุกคนในหมู่บ้านถึงข่าวดีที่เขาได้รับ และการจัดงานฉลองวันคริสต์มาสที่ลานกลางหมู่บ้านซึ่งเป็นครั้งแรกที่หัวหน้าหมู่บ้านเสนอ
ความคิดนี้ เพราะทุกปีแต่ละบ้านมักจะฉลองกันเองเป็นการส่วนตัว แต่ปีนี้ทุกคนต่างเห็นพ้องต้องกันว่าจะร่วมแสดงความยินดีกับเรนเซ่ และทำการต้อนรับอย่างเป็นทางการให้กับครอบครัวเลอเบลล์และแขกของเขา

งานฉลองในคืนนั้น เป็นไปอย่างรื่นเริง ลอเรนซ์ไม่เคยรู้สึกสนุกสนานมากอย่างนี้มาหลายปีแล้ว ลิลลี่เองก็เช่นกันเธอรู้สึกดีใจเป็นที่สุดที่คนในหมู่บ้านให้การยอมรับครอบครัวของเธอ อีกทั้งเด็กฝาแฝดทั้งสองและเจ้าพิกซี่สุนัขคู่ใจกำลังสนุกสนานอยู่กับการกินและเล่นกับเด็กคนอื่นๆรอบๆต้นคริสต์มาสต้นยักษ์กลางลานหมู่บ้าน
" พี่จ๋า ลุงซานต้าให้ของขวัญที่วิเศษที่สุดในปีนี้เลยล่ะ นี่เป็นไวท์คริสต์มาสที่ดีจริงๆ " ลูเซียพูดขณะทานซุปร้อนๆที่ได้รับมาจากคนในหมู่บ้าน
" จริงด้วย พี่ดีใจที่สุดในชีวิตเลย ในที่สุดก็มีวันนี้นะลูเซีย วันที่คำขอของพี่เป็นจริง เจ้าสมุนไพรวิเศษนั่น ดีจริงๆเลยนะ " เด็กชายผู้พี่ตอบ
" อ๊ะ... พี่เรียกมันแบบนั้นเป็นแล้วหรอ คุณพ่อจะต้องดีใจมากแน่ๆเลย อิอิ " น้องสาวตอบด้วยน้ำเสียงกึ่งเย้าหยอก
" ช่ายซิ ถ้ามันยังจะหลบตัวอยู่อีกละก็ พี่ก็ว่าจะเรียกมันว่าสมุนไพรนางอายทรพิศซะเลย "
" โธ่ พี่นี่ละก็ "
และเสียงหัวเราะก็ดังขึ้นจากทั้งสองพี่น้อง ท่ามกลางเสียงฮาเฮของเหล่าผู้คนและเสียงเพลงคริสต์มาสที่เปิดเหมือนจะช่วยขับกล่อมทุกคนในหมู่บ้านให้ลืมความเศร้าโศกหรือเหนื่อยยากที่เคยมีมาทั้งปี...

เช้าวันถัดมา คนในครอบครัวเลอเบลล์ตื่นสายกว่าปกติ เนื่องจากงานฉลองเมื่อคืน รวมทั้งเจ้าพิกซี่ที่มักจะเห่าปลุกทุกคนในบ้านอยู่เสมอ ตอนนี้ก็เพิ่งจะรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาทำหน้าที่ของมันเช่นเดิมอีกครั้ง นางลิลลี่เพิ่งจะออกมาจากห้องครัว และก็ต้องแปลกใจกับจดหมายหนึ่งฉบับที่เธอเห็นเหนือเตาผิงในห้องนั่งเล่น เมื่อเธอเห็นชื่อที่จ่าอยู่หน้าซองปุ๊บ เธอก็รีบเรียกให้สามีเธอลงมาอ่านจดหมายโดยเร็ว

" ถึงลอเรนซ์และทุกคนในครอบครัวเลอเบลล์อันเป็นที่รัก

ขณะที่พวกคุณเห็นจดหมายฉบับนี้ ผมคงจะไปไกลแล้ว
ขอบคุณจากใจสำหรับการช่วยเหลือในครั้งนี้ ที่ผมจะไม่มีวันลืม
และขอโทษที่ไปโดยไม่ได้กล่าวคำร่ำลา แต่ผมต้องรีบไปภารกิจ
ที่สำคัญมาก หวังว่าพวกคุณคงเข้าใจ
สุดท้ายนี้ผมคงต้องยินดีด้วยที่ลอเรนซ์ทำสิ่งที่หวังได้สำเร็จ"

ปล. ผมชอบอาหารฝืมือคุณมาก ลิลลี่
ต้องขอโทษลูคัสกับลูเซียด้วยที่ลุงทานาสได้อยู่จนถึงวันที่30ตามสัญญาไว้ แต่พวกเธอทั้งสองต้องเป็นเด็กดีนะ
ไม่งั้นระวังจะไม่ได้ของขวัญจากลุงซานต้าล่ะ

จะคิดถึงเสมอ
Tanas Lacus

เมื่อลอเรนซ์อ่านดังนั้นถึงกับตกใจมาก ที่อยู่ๆ ทานาส เพื่อนผู้สูงวัยก็กลับไปอย่างไม่ทันตั้งตัว พอเขานึกขึ้นมาได้ก็รู้ว่าเขาไม่เห็นทานาสตั้งแต่ลงจากหุบเขาและหมกตัวเพื่อสกัดยาอยู่ในห้องทำงาน แต่สิ่งที่แปลกใจยิ่งกว่าก็คือ... ทานาสจะไปจากหมู่บ้านนี้ได้ยังไงหากแม้ว่ารถไฟสายสโนว์แลนด์ที่แล่นผ่านเพียงสายเดียวนั้นกว่าจะผ่านมาถึงก็อีกตั้ง4วัน....

สุขสันต์วันคริสต์มาสนะทุกคนนนนน ไม่รู้จะมีใครได้มาอ่านบ้างแต่มะเป็นไร หึหึ อ่านจบแล้วช่วยเม้นให้เค้าด้วยนะ อยากได้คำติชมมากๆแต่ไม่รู้จะเอาไปลงในกระทู้ไหนดี แง้ว... ใครที่อ่านแล้วยังไม่เคลียร์ก็รอ entry ต่อไป หึหึ แต่คิดว่าทุกคนคงพอเดาได้ แฮ่...




Moonlight*Noon
View full profile