ว่าด้วยเรื่องคอสเพลย์
สำหรับคำว่า cosplay (คอสเพลย์) มาจากการผสมกันระหว่างคำว่า costume ที่แปลว่าเครื่องแต่งกาย กับคำว่า play ที่แปลว่า เล่น ซึ่งเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของชาวญี่ปุ่น โดยมีความนิยมกันมากในกลุ่มวัยรุ่น ที่มักจะแต่งกายเลียนแบบตัวแสดงในการ์ตูน เกม ละคร ภาพยนตร์ จนไปถึงดารา หรือนักร้องคนดัง
สำหรับจุดเริ่มต้นของคำว่าคอสเพลย์ เริ่มมาจากนอฟ ทากาฮาชิจากสตูดิโอ ฮาร์ดของญี่ปุ่น เป็นคนแรกที่แต่งคำนี้ขึ้นมา ขณะที่เข้าร่วมงานไซน์ ฟิกชั่น เวิลด์คอน ในปี 1984 ที่ลอสแองเจลลิส ซึ่งเขาได้นำชุดคอสเพลย์ไปแสดง และได้รับการชื่นชมจากคนที่มาร่วมงานราตรีสวมหน้ากากเป็นอย่างมาก
ในปัจจุบันคอสเพลย์ถือได้ว่าเป็นงานอดิเรกอย่างหนึ่ง โดยมีการรวมตัวตั้งกันเป็นชมรม สมาคม และจัดงานกันเป็นประจำ โดยในงานจะมีองค์ประกอบสำคัญคือคนที่แต่งชุดเป็นตัวละคร ซึ่งแต่ละคนจะนำชุดที่ตัดเย็บขึ้น บ้างก็ทำเองมาแสดง ช่างภาพก็จะตามไปถ่ายรูปคนแต่งชุดเก็บไว้ รวมถึงคนดูที่นิยมชมชอบในงานอดิเรกนี้ ในปัจจุบันการรวมตัวจัดงานแต่ละครั้ง ก็มักจะมีการประกวดการแต่งกายด้วยเช่นกัน
งานคอสเพลย์ครั้งหนึ่ง คนที่แต่งตัวเป็นตัวละครมักจะเรียกว่า เพลเยอร์ส ส่วนบรรดาช่างภาพตามงาน จะมีชื่อเฉพาะว่า คาเมโกะ ซึ่งเป็นคำย่อมาจาก คาเมรา โกโซะ หรือ คาเมรา บอย ซึ่งบรรดาช่างภาพก็มักจะขอถ่ายรูปคนที่แต่งตัว เพื่อเก็บสะสมเป็นผลงาน และมักจะนำรูปที่ถ่ายไว้มามอบให้กับคนที่แต่งตัว เป็นของขวัญตอบแทน
สำหรับใครที่มีโอกาสเดินทางไปญี่ปุ่น และอยากเห็นคอสเพลย์พันธุ์แท้ ขอให้ไปที่อากิฮาบารา ในโตเกียว ซึ่งในย่านดังกล่าวทั้งร้านกาแฟคอสเพลย์ จำนวนมาก ที่มีชาวคอสเพลย์มากหน้าหลายตาไปพบปะกัน รวมไปถึงบรรดาเด็กเสิร์ฟในร้านเหล่านี้ ก็จะแต่งชุดคอสเพลย์ด้วยเช่นกัน
สำหรับความเป็นมาของคอสเพลย์ในเมืองไทยนั้น สมาชิกรายหนึ่งของเว็บไซต์ ccathซึ่งเป็นเว็บฯที่แฟนคอสเพลย์ชาวไทยมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเล่าว่าวงการคอสเพลย์เมืองไทย เริ่มมาเมื่อประมาณเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา โดยในช่วงแรกบรรดาคนที่รักในการ์ตูนแต่ละเรื่อง ต่างนัดมารวมตัวกันเป็นกลุ่มเล็กๆ และแต่งตัวตามตัวละครที่ตัวเองชื่นชอบในเรื่อง
หลังจากนั้นบริษัทหนังสือการ์ตูน หรือเกมเริ่มเข้ามามีบทบาทในการจัดการรวมกลุ่มชาวคอสเพลย์ ซึ่งในงานอาจจะมีการแสดงของคนที่แต่งคอสเพลย์ หรืออาจจะมีบรรดาช่างภาพไปขอถ่ายรูปเก็บไว้ นอกจากนี้ในบางงานยังมีการประกวดชิงรางวัล ซึ่งกฎกติกาจะอยู่ที่ความเหมือนในการแต่งตัว และความกล้าแสดงออก

คอสเพลย์ในสายตานู๋เห็ด
ในสายตาของผู้ใหญ่บางคนหรือแม้กระทั่งคนวัยเดียวกันเอง เราว่าบางครั้ง ถ้าเค้าจะมองออกมาในลักษณะแปลกๆไปบ้าง มันก็คงไม่สามารถโทษเค้าได้หรอก เพราะอาจจะยังไม่ชินแล้วก้อบางคนอาจจะคิดว่า ทำอะไรน่ะ ประหลาดจัง หรือว่าสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุรึเป่า บางครั้งที่พวกเพื่อนๆโรงเรียนเก่าหรือเพื่อนใหม่ๆเห็นรูปที่เราไปแต่งคอสมา ส่วนใหญ่คำถามที่ถามเราก้อจะออกมาในลักษณะเดิมๆ หึหึ นึกกี่ทีก้อขำ อย่างเช่น แต่งไปกับมหาลัยหรอ หรือว่ารูปตอนงานรร.เก่าหรอ อะไรลักษณะนั้น แล้วก้อจะถามกันเหลือเกินว่าทำไมต้องทำ ทำไมต้องแต่ง แล้วก้อมันได้อะไรขึ้นมา อุอุ
ถ้าถามเราว่าแต่งคอสแล้วได้อะไรขึ้นมาหรอ ก้อหนุกหนานดีนะ อย่างเพื่อนเราคนนึงขอไม่เอ่ยนาม 55 ก้อบอกว่าแก้เครียดได้ทางนึง เราได้หลายสิ่งหลายอย่างจากงานคอสนะ ถ้าไม่ได้คิดจะเริ่มทำก้ออาจจะไม่รู้สิ่งนั้นสิ่งนี้เพิ่มขึ้น แถมทั้ง2งานที่ไปมานี่เราก้อเย็บๆ สอยๆ ผ้า อิอิ รู้สึกเป็นแม่บ้านขึ้นมานิดนึง แม่ยังตกใจลูกช้านเปงอารายขึ้นมา เกิดอยากขอซื้อจักรเย็บผ้า รู้สึกว่าที่บ้านจะมี แต่ว่า... ไม่มีใครใช้เป็น ตอนนี้อยากใช้จักรได้จางเยย
กว่าจะมาเปงชุดคอสได้แต่ละชุด ถ้าคนที่ตัดเปงประจำอยู่แล้วคงมะใช่เรื่องใหญ่ แต่สำหรับพวกเราที่เป็นมือใหม่หัดคอสก้อรู้สึกว่าจะต้องรบราฆ่าฟันกะปัญหามากมายเหลือเกินกว่าจะมาเปงชุดชุดนึงได้เนี่ย 555
สุดท้ายนี้ขอฝากคำพูดที่ท่านแม่พูดให้เราฟังตอนเราถามเค้าว่า "ม๊า... ถ้าแต่งคอสแล้วจะโกดม้ายอ่ะ" ท่านแม่ก้อตอบว่า "อะไรที่ทำแล้วไม่ทำให้ตัวเองแล้วก้อคนอื่นเดือดร้อน ก้อทำไปเถอะ ม๊ามะห้ามหรอก" แถมกลับมาจากงานเค้ายังมาขอดูรูปอีกต่างหาก ส่วนเพื่อนๆที่ไม่กล้าบอกท่านพ่อท่านแม่เราก้อไม่คิดว่าเปงเรื่องแปลกหรอกนะ เรื่องอย่างงี้มันขึ้นอยู่กะความคิดของพวกผู้ใหญ่เค้าด้วยแหละ แต่เราแค่ไม่สบายใจนิดหน่อยว่าถ้าเค้ารู้ทีหลังแล้วเค้าจะยิ่งโกดรึเป่าง่า ง่ำๆๆ

แม่เข้าจัยลูกดีจังเลยน้าา~
อยากแต่งบ้างจังเลยค่ะ แต่.....งบมะมี...เอิ้กกก
โอ๋...ไม่เคยรุประวัติคอสเพ มาก่อนเลย งึกๆ ขอบคุงสำหรับความรู้ใหม่ๆ