เรื่อง by Moonlight~เห็ดน้อย
ชื่อเรื่อง: Moonlight's Miracle ตอนต้น
แนว: Smooth Piece
แต่ง: ฉลองวันคริสต์มาส + อากาศเป็นจายมั่กๆ

ณ กลางหุบเขาลึกแห่งหนึ่ง ยังมีหมู่บ้านเล็กๆที่มีประชากรจำนวนไม่เกินครึ่งร้อยครอบครัวอาศัยอยู่อย่างสงบสุข คนในหมู่บ้านใช้ชีวิตเรียบง่ายในการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์เช่น แพะ แกะ วัวเป็นสิ่งยังชีพ
ท่ามกลางหุบเขาสูงใหญ่อันเป็นป้อมปราการทางธรรมชาติที่รายล้อมรอบตัวหมู่บ้านแห่งนี้ ประกอบกับอากาศอันหนาวเย็นตลอดปีซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของพื้นที่บริเวณนี้ ทำให้หมู่บ้านกลางเขานี้ถูกขนานนามว่าหมู่บ้านหุบเขาแห่งหิมะ(Mt. of snow village) หรือที่คนในหมู่บ้านเรียกติดปากกันว่าหมู่บ้านแห่งหิมะ
การเดินทางจากบ้านแห่งหิมะ ไปยังหมู่บ้านอื่นหรือเมืองอื่นๆ คนในหมู่บ้านจำเป็นต้องรอเพียงรถไฟสายสโนว์แลนด์สายเดียวที่จะแล่นผ่านทุกๆวันที่15 เป็นเที่ยวขาไปและวันที่30เป็นเที่ยวขากลับในทุกเดือน โดยรถไฟจะจอดพักที่สถานีเพียงชั่วโมงเดียวเท่านั้น ซึ่งโดยปกติแล้ว จะมีเพียงพ่อค้าและนักพเนจรผ่านมาหยุดพักเพื่อยืดคลายเสันสายหลังจากการนั่งรถไฟติดต่อกันเป็นเวลานาน และบางคนยังต้องการแลกเปลี่ยนหรือซื้อขายลิ่งของแต่เพียงเล็กน้อยและจากไปในวันเวลาเพียงแค่หนึ่งชั่วโมงนั้น เนื่องจากผู้คนในหมู่บ้านนี้รักความเรียบง่ายและเงียบสงบเป็นที่สุด จนเรียกได้ว่ามากจนเกินไปเสียด้วยซ้ำ พวกเขาไม่ต้องการสุงสิงกับคนต่างถิ่นหรือแม้กระทั่งพบเจอสิ่งของแปลกใหม่ และที่สุดกับการคบหากับคนแปลกหน้า
ครอบครัวเลอเบลล์เป็นเพียงครอบครัวเดียวที่ตั้งบ้านห่างไกลออกไปจากบ้านของครอบครัวอื่นๆ คุณอาจจะคิดว่าครอบครัวนี้ไม่ต้องการสุงสิงวุ่นวายกับครอบครัวอื่นในหมู่บ้าน แต่จริงๆแล้ว ครอบครัวเลอเบลล์เป็นครอบครัวที่มีสิ่งที่พิเศษกว่าคนอื่นซึ่งนั่นเอง เป็นสาเหตุให้ ครอบครัวอื่นในหมู่บ้านไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวกับคนในครอบครัวนี้ ซึ่งไม่เว้นแม้แต่ เจ้าพิกซี่ สุนัขหนุ่มขนสีขาวที่ครอบครัวเลอเบลล์เลี้ยงไว้ด้วยด้วย
บ้านของครอบครัวเลอเบลล์มีขนาดพอเหมาะกับคนในครอบครัว 4 คนกับอีก1ตัว ที่ภายนอกสร้างจากอิฐสีแดงเหมือนบ้านอื่นๆในหมู่บ้านแต่สิ่งที่ต่างออกไปคือเรือนกระจกสีขาวขนาดครึ่งนึงของตัวบ้านที่ตั้งอยู่ทางด้านขวามือของบ้าน เจ้าเรือนกระจกนี่เองที่เป็นสิ่งแปลกประหลาดที่คนในหมู่บ้านไม่นึกชอบใจกับมันนัก เพียงแต่นั่นเป็นสิ่งเล็กน้อยเท่านั้นหากเทียบกับบุรุษที่เป็นเจ้าของบ้านและลูกๆทั้ง2ของเขาที่มีนัยน์ตาสีแดงและเรือนผมสีเงิน ต่างจากชาวบ้านคนอื่นๆที่มีสีตาและสีผมเป็นสีทองแดงวาววับ นั่นเป็นความรู้สึกแบ่งแยกคนในสายตาของคนในหมู่บ้าน ยกเว้นแต่ลิลลี่ และพ่อของเธอ ที่เคยต้อนรับนักพเนจรหนุ่มนัยน์ตาแดง ผมเงินที่เดินทางมาที่หมู่บ้านแห่งหิมะเพื่อตามบางสิ่ง เมื่อ6ปีที่แล้ว...

ย้อนกลับไป6ไปที่แล้ว...
ในวันที่อากาศอบอุ่นที่สุดในรอบปีพัดผ่าน คละคลุ้งกับกลิ่นใบไม้แห้ง อันเป็นสัญญาณว่าหลังจากอากาศอบอุ่นในวันนี้ผ่านพันไปแล้ว ฤดูกาลใหม่จะพัดมาแทนที่ ฤดูกาลที่พืชขี้ร้อนทั้งหลายพากันออกดอกออกผลสวยงาม ฤดูแห่งการจำศีลของสัตว์ขี้หนาวทั้งหลายกำลังจะเข้ามาเยือน เมื่อชายหนุ่มนักพเนจรผู้แสนประหลาดในสายตาของคนในหมู่บ้านผู้นี้ มาหยุดพักจากการเดินทางโดยรถไฟสายสโนว์แลนด์ และไม่ได้ขึ้นรถไฟเพื่อเดินทางต่อ หลังจากการจอดพักรถเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงนั้น ชายหนุ่มผู้ที่น่าจะมีอายุ 25-26 ใบหน้าสมส่วน ขัดก็แต่สีผมและสีตาประหลาดนั้นกำลังเดินเข้ามาในหมู่บ้านและถามถึงที่พักที่เขาจะสามารถอาศัยอยู่ได้สัก2-3เดือน แต่เขาก็ต้องรู้สึก
ผิดหวังเมื่อได้รับรู้ว่าหมู่บ้านแห่งนี้ไม่เคยมีแม้แต่แขกต่างเมืองมาค้างแม้สักคืนนั่นหมายถึงไม่มีโรงแรมที่เขาจะหาที่พักได้เป็นแน่ และยิ่งกว่านั้นคือทุกคนในหมู่บ้านดูจะไม่ต้องการให้ที่พักพิงแก่เขานัก ยกเว้นแต่เพียงครอบครัวสเตสัน ที่มีนายชาลี สเตสัน ชายชราผู้ป่วยออดๆแอดๆมาเกือบเดือนแล้ว และลูกสาวของเขา ลิลลี่ สเตสัน สาวงามของหมู่บ้าน ซึ่งอายุเพิ่งย่างเข้าวัยเบณจเพศ 2พ่อลูกอาศัยอยู่โดยเลี้ยงแกะและเพาะปลูกพืชผักแต่เพียงยังชีพ ชายชราและหญิงสาวต้อนรับชายหนุ่มนักพเนจรอย่างอบอุ่นเหมือนจะเป็นเรื่องบังเอิญว่า ชายหนุ่มนักพเนจรเจ้าของนัยน์ตาสีแดง และผมเงิน ซึ่งมีนามว่า ลอเรนซ์ เลอเบลล์ ผู้นี้ ได้มีหน้าตาคล้ายคลึงกับลูกชายของครอบครัวสเตสันผู้พ่อ หรือพี่ชายของลิลลี่ นั่นทำให้ชาลี สเตสัน ถูกชะตากับลอเรนซ์มากเป็นพิเศษ และให้ลิลลี่ดูแลเขาอย่างดีเสมือนหนึ่งในครอบครัว
ลอเรนซ์อาศัยอยู่กับครอบครัวสเตสันเป็นเวลากว่า2เดือนแล้ว ในระยะเวลา2เดือนนี้ ลอเรนซ์ได้ศึกษาพืชพันธุ์และสมุนไพรต่างๆหลายชนิดและยังช่วยดูแลชาลีซึ่งป่วยเป็นโรคประหลาดที่ตัวเขาไม่เคยพบเจอ จริงๆแล้ว ลอเรนซ์ออกเดินทางจากเมืองของเขาเพื่อมาตามหาสมุนไพรพิเศษที่สามารถสกัดเป็นยารักษาโรควูฟฟ์คราย (Wolf-cry)ได้ ในฐานะของแพทย์และนักพฤกษศาสตร์ แม้ว่าอาจารย์ของเขาจะบอกว่าโรควูฟฟ์ครายเป็นโรคที่พบได้น้อยมากและแทบจะไม่พบเลยในประเทศที่มีอากาศอันหนาวเหน็บ เรียกได้ว่าจะพบใน1ต่อล้านคนเท่านั้น และโรคนี้ไม่ใช่โรคติดต่อ ผู้คนจึงไม่สนใจที่จะหาทางสกัดยารักษาจากต้นแสงจันทร์ที่กล่าวกันว่า พบได้น้อยมากและสกัดได้ยากมากต้นนี้ แต่ลอเรนซ์คิดว่าการได้ช่วยชีวิตคน แม้เพียงหนึ่งชีวิตก็มีค่าพอที่จะลองพยายามดูแล้ว เขาจึงดั้งดันมาที่หมู่บ้านแห่งนี้ ซึ่งเขาได้รู้มาว่า ในหมู่บ้านนี้ยังมีสมุนไพรอีก
มากที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์และค้นคว้า เขาจึงหวังว่าจะได้พบเจอกับสมุนไพรพิเศษในตำนานต้นนั้น...
แต่แล้ววันหนึ่ง เหตุการณ์ผิดปกติก็เกิดขึ้นกับ ชาลี สเตสัน เมื่อลิลลี่ตะโกนเรียกลอเรนซ์ด้วยเสียงตกใจให้รีบมาช่วยดูอาการที่ทรุดหนักของผู้เป็นพ่อ มันเริ่มขึ้นจากไข้ที่ขึ้นสูงและมีผื่นแดงขึ้นเฉพาะบริเวณฝ่ามือและฝ่าเท้าเท่านั้น วินาทีนั้นเองที่ทำให้ลอเรนซ์ได้รู้ว่าชาลีได้ติดเชื้อและป่วยเป็นโรควูฟฟ์ครายที่มีเพียงสมุนไพรพิเศษต้นนั้นที่จะสามารถรักษาให้หายได้

ลอเรนซ์คิดทบทวนอย่างหนักก่อนที่จะตัดสินใจเล่าความจริงทุกอย่างให้แก่ลิลลี่ฟัง เริ่มจากอาการที่เกิดขึ้น หนทางรักษาและระยะเวลาที่โรคร้ายจะพรากชีวิตของบิดาอันเป็นที่รักของเธอให้เข้าสู่ห้วงนิทราตลอดกาล...
เมื่อฟังดังนั้น ลิลลี่ถึงกับร้องไห้ออกมาและพยายามขอร้องให้ลอเรนซ์ช่วยเหลือพ่อของเธอ แต่ตัวเขาเองก็จนปัญญา เพราะการที่ตัวเขาซึ่งตามหาต้นแสงจันทร์มาถึง2เดือนแล้วนั้น ยังไม่มีวี่แววว่าจะพบต้นสมุนไพรลักษณะคล้ายคลึงเลย เขาจึงได้แต่เพียงปลอบลิลลี่และให้กำลังใจเธอเท่านั้น ทั้งๆที่ในใจของลอเรนซ์ก็รู้สึกเจ็บปวดไม่แพ้ลิลลี่ กับสิ่งที่เขาพบตรงหน้าและเจ็บใจที่สุดกับการที่ไม่สามารถช่วยเหลือชาลีได้หลังจากที่ลิลลี่ร้องไห้จนผล็อยหลับไป ลอเรนซ์พาเธอไปยังห้องนอนเพื่อให้ลิลลี่ได้พักผ่อน และตัวเขาจึงลงมาดูอาการของชาลี ผู้ซึ่งบัดนี้ไข้เริ่มลดลงแล้ว ที่พอลอเรนซ์รู้เข้าก็ต้องรู้สึกตกใจจนหน้าซีด เพราะนั่นเป็นสัญญาณอันตราย ที่เวลาที่เขาไม่ต้องการให้มาถึง กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้แล้ว
ลอเรนซ์รู้สึกวุ่นวายใจและสับสนเป็นอย่างมาก พอชาลีลืมตาตื่นขึ้นมาเห็นดังนั้นจึงพูดเหมือนกับรู้ตัวว่าตัวเขาเองคงอยู่ได้อีกไม่นานและต้องการฝากลูกสาวให้ลอเรนซ์ดูแล เพียงเท่านั้นก็ทำให้ ลอเรนซ์ไม่สามารถกลั้นน้ำตาแห่งความเสียใจและเจ็บใจในตัวเองลงได้ ที่ไม่สามารถช่วยเหลือชาลีผู้ที่เป็นบิดาของหญิงสาวที่เขารักได้เลย แต่ชาลีกลับยอมรับในความตายของตัวเองและกล่าวขอบใจลอเรนซ์ที่รับปากจะดูแลลิลลี่ให้ และเขารู้สึกดีใจที่แม้ในบั้นปลายชีวิตของเขา สิ่งที่เขาภาวนาอย่างที่สุดเขาก็ได้รับมา นั่นก็คือการที่ลอเรนซ์ผู้เหมือนลูกชายของเขาได้กลับมาใช้ชีวิตอยู่กับเขาอีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่ชาลี สเตสันจะหลับใหลอย่างเป็นสุขชั่วนิรันดร์ในอีก 15วันถัดไป
ท่ามกลางอากาศที่หนาวเหน็บในช่วงปลายหนาว ซึ่งมีหิมะโปรยปราย ยังความโศกเศร้าให้แก่ทุกคนในหมู่บ้าน เพราะแม้คนในหมู่บ้านจะไม่ชอบใจที่ชาลีให้ที่พักอาศัยกับชายพเนจรคนนั้น แต่พวกเขาทุกคนก็รักและเคารพชาลีผู้มีจิตใจโอบอ้อมอารีคนนั้น เหมือนดั่งคนในครอบครัว จนมีบางคนถึงกับกล่าวให้ร้ายลอเรนซ์ว่าเป็นสาเหตุทำให้ชาลีตาย ถึงแม้นั้นจะไม่ใช่เรื่องจริงแต่นั่นอาจเป็นสิ่งเดียวที่พวกเขาจะทำอะไรเพื่อชาลีได้บ้าง
นับจากเหตุการณ์ในวันนั้น ผ่านไป6ปี ทุกๆชีวิตในหมู่บ้านแห่งหิมะยังคงใช้ชีวิตที่เรียบง่ายของพวกเขา ในขณะที่หิมะแรกเริ่มกำลังโปรยปรายลงมาในหุบเขาแห่งหิมะอีกครั้ง บ่งบอกถึงกลไกทางธรรมชาติที่มิอาจเปลี่ยนแปลงเป็นอื่น แม้นี่จะเป็นฤดูหนาวที่คนทั้งหมู่บ้านไม่ปรารถนาถึงมัน ฤดูที่คงความเศร้าโศกที่คละคลุ้งมากับกลิ่นอายของหิมะที่ร่วงหล่นอยู่นั้น
แม้ว่าหุบเขาแห่งนี้จะมีอากาศหนาวตลอดปีอยู่แล้ว แต่โดยเฉพาะช่วงนี้เท่านั้นที่เหล่าหิมะสีขาวเหล่านี้จะนำมาซึ่งลมหนาวที่สุดในรอบปี ทุกสิ่งบนหุบเขากำลังจะถูกปกคลุมไปด้วยสีขาวโพลน ไม่เว้นแม้แต่ภูเขาอันสูงใหญ่ที่ตั้งตระหง่านรายล้อมหมู่บ้าน ก็ยังมีอาจโต้แย้งอะไรได้ ต้องปล่อยให้เจ้าหิมะสุมกองทับถมอยู่บนยอดของมันอย่างเชื่องช้าแต่เนิ่นนาน...
